Pages

02 August 2011

USDA ชี้ปี 55 ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) เปิดเผยรายงานคาดการณ์ความต้องการและปริมาณผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก (World Agricultural Supply and Demand Estimates) ในส่วนของข้าวปี 2555 โดยภาพรวมจะเพิ่มทุกส่วน อาทิ ในปี 55 ผลผลิตข้าวโลกจะอยู่ที่ 456.32 ล้านตัน ในขณะที่ผลผลิตปี 54 อยู่ที่ 450.20 ล้านตัน ส่วนการบริโภคนั้นปี 55 ปริมาณการบริโภคข้าวของทั่วโลกอยู่ที่ 456.27 ล้านตัน ขณะที่ ปี 54 มีปริมาณการบริโภคข้าวอยู่ที่ 447.86 ล้านตัน การค้าข้าวโลกปี 55 อยู่ที่ 32.14 ล้านตัน ขณะที่ ปี 54 อยู่ที่ 31.67 ล้านตัน ส่วนของสต็อกข้าวโลกปี 55 มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 96.28 ล้านตัน จากปี 54 ประมาณไว้ที่ 96.22 ล้านตัน




ที่มา : USDA

ตรังส่งออกไม้ยางพาราพุ่ง 20,000 ล้านบาท อินเดียซื้อไม่อั้น ลดพึ่งตลาดจีน

นายอดิศร ตันเองชวน หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนาเมืองเพชร พาราวู๊ด และประธานชมรมผู้ประกอบการไม้ยางพาราจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ส่งออกไม้ยางพารากำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ซึ่งมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20 % โดยมียอดส่งออกเมื่อปี 2553 ประมาณ 17,000 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่เพราะยังมีวัตถุดิบไม้ยางพาราในจังหวัดตรังและต่างจังหวัดทยอยออกสู่ตลาดเพิ่ม แม้ว่าราคาไม้ยางพาราจะเพิ่มขึ้นกว่า 20 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งปี 2553 ราคายางไม้พาราตันละ 1,70! 0 บาท แต่ปี 2554 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,100 บาท

สำหรับตลาดส่งออกไม้ยางพาราจากไทย ยังคงเป็นจีน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80 % จากตลาดส่งออกทั้งหมด และเป็นตลาดหลักของไทยมายาวนาน รองลงมาคือมาเลเซียและเวียดนาม อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องหาตลาดใหม่เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เพราะหากพึ่งเพียงตลาดจีน ในอนาคตหากจีนมีปัญหาเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไม้ยางพาราของไทย สำหรับตลาดต่างประเทศที่จังหวัดตรังให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ภาคเอกชนไปเปิดตลาดคืออินเดีย จากการศึกษาพบว่า อินเดียกำลังต้องการไม้ยางพารามาก ซึ่งส่วนใหญ่อินเดียนำเข้าไม้ยางพารานำเข้าจากศรีลังกาแต่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก

นายอดิศรกล่าวว่าจากการที่จังหวัดตรังได้นำผู้ประกอบการผลิตไม้ยางพาราไปเยือนอินเดีย ทำให้อินเดียมีคำสั่งซื้อไม้ยางพาราจำนวนมาก เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ของอินเดียใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่เมืองเชนไน เมืองโกลก! ัตตา กรุงนิวเดลี และมีแนวโน้มการขยายตลาดออกสู่เมืองใหญ่ๆอีกหลา! ยแห่งโดย สิ้นปี 2554 จังหวัดตรังตั้งเป้าหมายการส่งออกไม้ยางพาราไปอินเดียกว่า 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ประเทศไทยส่งออกไม้ยางพาราไปประเทศจีนในอัตราส่วน 41% จากยอดการส่งออกทั้งหมด ส่วนตลาดอินเดียไทยส่งออกเพียง 5 % แต่คาดว่าสัดส่วนตลาดอินเดียจะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปี 2554 จะเพิ่มได้กว่า 100 %




ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

EU จด GI 5 ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหาร

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพิ่มรายชื่อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหาร 5 รายการลงในบัญชีรายชื่อสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองการตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิดสินค้า (Protected Designation of Origin : PDO) และสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Protected Geographical Indication : PGI)

ผลิตภัณฑ์ 5 รายการมีดังนี้

• Göttinger Strackeไส้กรอกของเยอรมนี ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

! ; • Göttinger Feldkieker ไส้กรอกของเยอรมนี ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

• Prosciutto Amatriciano แฮมของอิตาลี ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

• Arnaki Elassona ผลิตภัณฑ์เนื้อแกะของกรีซได้รับการคุ้มครองการตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิดสินค้า (PDO)

• Kolocza Slaski หรือ Kolacz Slaski เค้กชนิดหนึ่งของโปแลนด์ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายการคุ้มครองการตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิดสินค้า (Protected Designation of Origin : PDO) สินค้าที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูม! ิศาสตร์ (Protected Geographical Indication : PGI) และสินค้าที่! ได้รับกา รรับรองความชำนาญพิเศษแบบดั้งเดิม (Traditional Speciality Guaranteed : TSG) มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองแล้วกว่า 1,000 รายการ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://ec.europa.eu/agriculture/quality/schemes/index_fr.htm



ที่มา : The Pig Site และ Agricultural and Rural Development: European Commission

เอกชน-องค์กรรัฐตื่นรับมาตรฐานการผลิตแห่ขอใบรับรองสินค้า

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยงานสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ได้เปิดบริการระบบจัดการอาหารปลอดภัยของอาหาร รับรองมาตรฐาน (Food Safety Management System: FSMS) โดยจะเป็นครั้งแรกในไทยที่ให้การรับรองมาตรฐาน ISO/TS 22003:2007 ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทซึ่งเป็นหน่วยงาน และตัวแทนส่วนราชการยื่นความจำนงของรับบริการเพื่อรับรองระบบตามเกณฑ์ที่กำหนดทันที 6 องค์กร คือ บริษัท ทูฟ นอร์ด(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทโกลบอล เซอทิฟิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด บริษัทเอสจีเอส สำนักรับรองคุณภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สรร.วว.) สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ และศูนย์รับรองระบบม! าตรฐานนานาชาติ

ส่วนระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารด้วยการนำระบบตามมาตรฐาน ISO 90001 หรือ HACCP มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการผลิตอาหารในห่วงโซ่อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำในช่วงเกษตรกรเริ่มต้นการผลิตไปจนถึงการแปรรูปผลผลิตและครอบคลุมถึงการจัดการองค์กรที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารทั้งหลาย มีมาตรฐานกลางเป็นมาตรฐานเดียวที่สอดคล้องกัน โดยมีข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความปลอดภัย สามารถตรวจประเมินได้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายด้วย

“หากหน่วยงานหันมาสนใจยื่นขอจดทะเบียบรับรอง โดยประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO/IEC 17021 หรือหลักการและข้อกำหนดสำหรรับหน่วยที่ประเมินและรับรองระบบการจัดการทุกประเภทที่มีความสามารถ (Competence) ความคงเส้นคงวา (Consistency) และความเป็นกลาง (Impartiality) เพื่อใช้ในการจัดก! ารองค์กรแล้ว นำมาตรฐาน ISO/TS 22003 มาประยุกต์ด้วยจะยิ่งง่ายขึ! ้น เนื่อ งจากข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO/TS 22003 อ้างอิงมาจากข้อกำหนดมาตรฐาน ISO/IEC 17021 ทั้งหมด ส่วนมาตรฐาน ISO/TS 22003 ได้กำหนดให้จัดแยกประเภท Food Chain Categories ไว้ในภาคผนวก A ทำให้ง่ายต่อหน่วยรับรองในการที่จะนำไปกำหนดความสามารถของผู้ตรวจประเมิณตาม Catagories ด้วย”




ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

01 August 2011

ยุโรปเล็งตั้งฐานอุตฯ เกษตรในไทย

เอกชนไทย-ยุโรป จับมือตั้งสภาธุรกิจร่วมกันหวังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสหภาพยุโรปเข้าไทยอีกไม่ต่ำกว่า 10% พบสหภาพยุโรปเล็งตั้งฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร-อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์ร่วมทุนในยุโรปมากขึ้น

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป ร่วมกับ The European ASEAN Business Center หรือ EABC ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และขยายโอกาสเสริมสร้างเครือข่ายด้านการค้าการลงทุ! นระหว่างเอกชนไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 และไทยเหมาะที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานส่งสินค้าไปยังประเทศอื่นในอาเซียน และยุโรปเองก็ต้องการที่จะย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นไทยจึงต้องสร้างบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในยุโรปตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อีกมาก โดยผลจากความสัมพันธ์ในครั้งนี้น่าจะเพิ่มมูลค่าการลงทุนจากยุโรปในไทยได้ไม่ต่ำกว่า 10% ในขณะที่ไทยก็จะมีโอกาสเข้าไปจับคู่ร่วมลงทุนในยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

&! nbsp;&nb sp; ความคืบหน้าการเปิดเสรีการค้าไทย-สหภาพยุโรปนั้น ขณะนี้ยังติดปัญหาในข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่ต้องการให้ไทยเปิดเสรีในธุรกิจการเงิน การประกันภัย และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งไทยยังไม่พร้อม โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้สุราจากยุโรปมีราคาใกล้เคียงกับสุราไทยมาก จนทำให้ปริมาณการดื่มสุราสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลใหม่ควรจะเร่งเจรจาเอฟทีเอรอบนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากขึ้น

ส่วนกรณีที่สถานทูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินชดเชย 36 ล้านยูโร ในคดีฟ้องร้องกับบริษัท วอลเตอร์ บาว นั้น เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ระหว่างไทยกับเยอรมัน และมั่นใจรัฐบาลไทยมีข้อมูลหลักฐานที่จะชี้แจงได้