Pages

29 August 2011

อึ้ง! ขวดนม 80% มีสารอันตราย



พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ในฐานะเลขานุการโครงการอาหารปลอดภัยเด็กไทยพ้นสารพิษพลาสติก กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตั้งคณะกรรมการควบคุมการผลิตขวดนมพลาสติกสำหรับทารกและเด็กเล็กขึ้น เพื่อพิจารณาว่าควรออกแนวทางให้ผู้ประกอบการงดผลิตขวดนมจากพลาสติกโพลีคาร์บอนเนต เนื่องจากพลาสติกดังกล่าวมีสารเคมี BPA ที่มีผลวิจัยจากทางยุโรปเมื่อประมาณปี 2551 โดยวิจัยในสัตว์ทดลองให้กินนมจากขวดนมที่ทำจากพลาสติกโพลีคาร์บอนเนตอย่างต่อเนื่อง พบว่าสารเคมีดังกล่าวปนเปื้อนมาในน้ำนมและมีผลในการไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง รวมถึงมีผลต่อการผลิตอสุจิได้น้อยลง ส่งผลกระทบต่อระบบ! สืบพันธุ์ของสัตว์ทดลอง ทำให้ในประเทศแคนาดา สหภาพยุโรป จีน มาเลเซียและแอฟริกาใต้ ออกประกาศห้ามผลิตและจำหน่ายขวดนมที่ผลิตจากโพลีคาร์บอนเนตไปแล้ว

พญ.รัชดากล่าวต่อไปว่า ในประเทศไทยพบว่ามีการจำหน่ายขวดนมที่ผลิตจากโพลีคาร์บอนเนตในท้องตลาดมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งทางกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สุ่มนำขวดนมที่วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมดประมาณ 30 ขวด มาทดสอบ ก็พบว่ามีสารเคมี BPA ปนเปื้อนในน้ำนมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการวิจัยในตัวเด็กทารก เนื่องจากไทยยังขาดห้องแล็บที่สามารถทดลองในเรื่องนี้ได้ แต่ในเกาหลีและไต้หวันเคยทดลองวิจัยปัสสาวะของเด็กทารกที่ดื่มนมจากขวดนมที่ทำจากพลาสติกชนิดนี้ พบว่ามีสารเคมี BPA ปนเปื้อนเช่นกัน ดังนั้น จึงอยากให้พ่อ แม่ เลือกซื้อขวดนมที่ผลิตจากพลาสติก โพลีพรอพพีลีน หรือ PP โดยสังเกตข้างขวดจะมีเขียนไว้ว่า BPA Free หรือ PP หรือสังเกตก้นขวดนมจะมีสัญลักษณ์ มีเลข 5! ตรงกลางและมีรูปลูกศรล้อมรอบ แต่หากเป็นขวดนมที่ผลิตจากพลาสติกโ! พลีคาร์บ อนเนต บริเวณก้นขวดจะมีสัญลักษณ์เลข 7 อยู่ตรงกลางและมีลูกศรล้อมรอบ

ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย. กล่าวว่า คณะกรรมการฯได้พิจารณาแล้ว พบว่า การควบคุมการผลิตขวดนม อย.ไม่มีอำนาจควบคุม จึงนำผลวิจัยที่เกี่ยวกับสาร BPA เสนอไปยังสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อพิจารณาแล้ว



ที่มา : ไทยรัฐ

19 August 2011

บริษัทบุหรี่ฟ้อง อย. สหรัฐ บังคับพิมพ์ภาพศพบนซอง ,

บริษัทบุหรี่ฟ้อง อย. สหรัฐ บังคับพิมพ์ภาพศพบนซอง
 
                ผู้ผลิตบุหรี่ยักษ์ใหญ่ 4 บริษัทของสหรัฐฯ รวมตัวฟ้องสำนักงานอาหารและยา เพื่อต่อต้านกฎหมายนำภาพศพขึ้นซองโดยอ้างว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

                บริษัทบุหรี่รายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ เรย์โนลด์อเมริกัน บริษัท ลอริลาร์ด บริษัท ลิกเก็ตกรุ๊ปแอลแอลซี และบริษัท คอมมอนเวลท์แบรนด์สของอังกฤษ ยื่นฟ้องศาลวอชิงตันเพื่อต่อต้านกฎหมายซองบุหรี่แบบใหม่ ที่มีกำหนดใช้วันที่ 22 กันยายน 2555 โดยระบุว่า กฎหมายใหม่บังคับให้ผู้ผลิตทำให้ลูกค้าหวาดเกรงต่อการซื้อสินค้าอย่างผิดกฎหมาย และเปลี่ยนซองบุหรี่เป็นเครื่องมือรณรงค์แก่รัฐบาล

  &! nbsp;            นอกจากบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่แล้ว ผู้ผลิตบุหรี่รายเล็ก เช่น ซานตาเฟอเนเชอร์รัลโทบักโก ก็เป็นส่วนหนึ่งของคณะโจทก์ในคดีนี้ด้วย ฟลอยด์ อะบรัมส์ ทนายตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตบุหรี่ กล่าวว่า การที่รัฐบาลกำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าอย่างถูกกฎหมายต้องเปลี่ยนห่อผลิตภัณฑ์เพื่อนำเสนอภาพและคำพูดชักชวนให้ลูกค้าเลิกซื้อสินค้า เป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญ

               โฆษกหญิงของสำนักงาน อย.สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นต่อการฟ้องร้อง โดยให้เหตุผลว่า สำนักงานมีนโยบายไม่อนุญาตให้หารือเกี่ยวกับคดีความที่กำลังฟ้องร้องกันอยู่ กฎหมายยุติการสูบบุหรี่ภายในครอบครัวและควบคุมยาสูบปี 2552 ระบุให้ผู้ผลิตบุหรี่ต้องนำเสนอคำเตือนด้วยภาพสีของโทษของบุหรี่ เช่น ภาพศพผู้ป่วยมะเร็งปอด ภาพฟันผุ เป็นต้น ในพื้นที่ครึ่งหนึ่งของซองบุหรี่ทั้งด้านหน้าและหลัง รวมทั้งต้องนำเสนอคำเตือน 20% ของพื้นที่โฆษณาในสื่อทุกชนิด

        ! ;       อย่างไรก็ตาม บริษัท อัลเ! ทรีย กรุ ๊ป ผู้ผลิตบุหรี่ยอดนิยม มาร์ลโบโร ไม่ได้ร่วมฟ้องร้องต่อสู้กับกฎหมายใหม่ด้วย เนื่องจากบริษัท อัลเทรีย เคยประกาศสนับสนุนกฎหมายต้านบุหรี่ฉบับใหม่ โฆษกบริษัท อัลเทรีย บิล เฟลป์ส กล่าวว่า กฎหมายบางส่วนมีปัญหาอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่ได้ให้ความร่วมมือกับสำนักงาน อย.สหรัฐ พร้อมทั้งรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัทเอาไว้

                แคธลีน เซเบเลียส รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ เคยกล่าวในเดือนมิถุนายนว่า กฎหมายซองบุหรี่มีจุดประสงค์เพื่อเตือนผู้ที่คิดจะเริ่มสูบบุหรี่ และเพื่อผลักดันให้ผู้สูบบุหรี่อยู่แล้วเลิกสูบ
 
 
 
 
ที่มา : ไทยโพสต์  
 

13 August 2011

อีโคไลระบาดในสตรอเบอร์รี่ที่รัฐออริกอน



เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำรัฐออริกอนเปิดเผยว่า สตรอเบอร์รี่ ซึ่งปลูกที่ฟาร์มของ Jaquith Strawberry Farm เก็บเกี่ยวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2554 และจำหน่ายตามข้างทางและตลาดของเกษตรกร มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของเชื้อ E.coli O157:H7 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและผู้ป่วยราว 9-16 ราย อย่างไรก็ตาม สตรอเบอร์รี่ดังกล่าวถูกเก็บออกจากท้องตลาดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังมีความกังวลว่า สตรอเบอร์รี่ดังกล่าวอาจถูกนำไปแช่แข็ง หรือทำเป็นแยมที่ไม่ได้ทำให้สุกก่อน



ที่มา : Food Safety News (10สิงหาคม2554)

11 August 2011

พบโรคหูดับสายพันธุ์ใหม่ในจังหวัดลำปาง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย



นายแพทย์ศิริชัย ภัทรนุภาพร นายแพทย์สาธารณสุขลำปาง เปิดเผยว่า พบผู้เสียชีวิตจากโรคหูดับสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นเชื้อโรคสเตปโตคอกอัทซูอิทอีควายน์ ที่ความคล้ายคลึงกับเชื้อโรคหูดับแบบเก่าหรือเชื้อสเตรปโตคอคคัสซูอิส ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นชายอายุประมาณ 60-70 ปี จำนวน 4 ราย โดยตรวจพบเชื้อดังกล่าวเป็นครั้งแรกในจังหวัดลำปาง จากการสอบสวนพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยทั้ง 4 รายเกิดจากการบริโภคเนื้อสุกรดิบ

เชื้อโรคตัวใหม่นี้ มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุระหว่าง 60-70 ปีขึ้นไป ซึ่งอาการเริ่มแรกจะมีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดหัวเข่าอย่างร! ุนแรง และจากนั้นเชื้อโรคจะลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด สำนักงานสาธารณสุขลำปางจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้ง 13 อำเภอและโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดลำปางเฝ้าระวังโรคนี้แล้ว โดยหากพบผู้ป่วยที่สูงอายุมีอาการอักเสบ ปวดหัวเข่าอย่างรุนแรง และมีไข้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเกิดจากโรคชนิดนี้




ที่มา : Kapook (11สิงหาคม2554)











05 August 2011

อย. เตรียมบังคับใช้ประกาศอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่น

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในประกาศอาหารนำเข้าจากญี่ปุ่นแล้ว คาดจะสามารถ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 ส.ค. 2554 พร้อมเผย ยอดสะสมอาหารที่สุ่มตรวจหาการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี 401 รายการ ได้รับผลแล้ว 386 รายการ ทุกรายการ อยู่ในระดับ “ปกติ”

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า อย. ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดเงื่อนไขการนำเข้าอาหารที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อน สารกัมมันตรังสี พ.ศ.2554 โดยยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับเดิม เรื่อง กำหนดเงื่อนไขการนำเ! ข้าอาหาร ที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ลงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2554 สำหรับประกาศฉบับใหม่นี้กำหนดให้อาหารทุกประเภทยกเว้นวัตถุเจือปนอาหาร วัตถุแต่งกลิ่นรส วัตถุที่ใช้รักษาคุณภาพอาหาร ที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นในเขตพื้นที่ 9 จังหวัด ฟูกูชิมะ กุมมะ อิบารากิ โทจิงิ มิยางิ โตเกียว ชิบะ คานากาวะ และ ชิซูโอกะ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องเป็นไปตามมาตรฐานอาหาร ที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี โดยตรวจพบได้ไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ลงวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2554 โดยผู้นำเข้า จะต้องมีหลักฐานระบุประเภท ชนิดอาหาร ปริมาณกัมมันตรังสี และพื้นที่ที่ผลิตอาหาร จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดังนี้ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานอื่นที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศญี่ปุ่น ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐ ห้องปฏิบัติการที่ได้รับมอบหมายหรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ หรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐานสากล แสดงที่ด่าน อย. ทุกครั้งที่นำเข้า
! &n bsp; เลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้นำเข้าอาหารทุกประเภท ยกเว้นวัตถุเจือปนอาหาร วัตถุแต่งกลิ่นรส วัตถุที่ใช้รักษาคุณภาพอาหาร จากประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตจากเขตพื้นที่อื่นนอกเหนือ 9 จังหวัด ต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้าที่มีการเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงหรือผลิตในเขตดังกล่าว ซึ่งออกโดยหน่วยงานของรัฐของประเทศญี่ปุ่น หรือหน่วยงานอื่นที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศญี่ปุ่น หรือสภาหอการค้าและอุตสาหกรรม (Chamber of Commerce and Industry) ของประเทศญี่ปุ่น แสดงที่ด่าน อย. ทุกครั้งที่นำเข้า กรณีไม่มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้า ผู้นำเข้าอาจใช้หลักฐานแสดงผลการตรวจวิเคราะห์ระบุประเภท ชนิดอาหารและปริมาณกัมมันตรังสีแทนได้ ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในประกาศเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 สิงหาคม 2554





ที่มา : อย.

อียูออกยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 คณะกรรมาธิการยุโรปออกเอกสาร Communication เรื่อง “Our life insurance, our natural capital : and EU biodiversity strategy to 2020” โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของสหภาพยุโรป และเป้าหมายสำหรับปี 2563 ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายหลัก คือ ลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและเร่งพัฒนาสหภาพยุโรปไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพปี 2563 มีส่วนสัมพันธ์กับ 4 เรื่องหลัก ได้แก่

! ; 1. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยมุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศ จำนวนประชากรพืชและสัตว์ ปกป้องพืชปลูกและสัตว์เลี้ยงที่มีลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม รวมทั้งการประเมินผลกระทบของกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและพยายามลดผลกระทบดังกล่าวโดยนำมาตรการจูงใจหรือการห้าม (ban) ต่างๆ มาปรับใช้

2. แบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม (genetic resources) สหภาพยุโรปควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับประกันการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศ และความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค

3. เพิ่มความพยายามด้านการวิจัย วิเคราะห์ ควบคุมและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเป็นหล! ักประกันว่า วัตถุประสงค์ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภา! พหรือ “C onvention on Biodiversity” จะบรรลุผลสำเร็จ อีกทั้งควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโครงการที่จะช่วยเพิ่มความรู้ความชำนาญ การรวบรวมข้อมูลและโครงการพัฒนาดัชนีชี้วัดทั้งหลาย (indicators)

4. การศึกษา อบรมและสร้างความตระหนัก เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมและทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับความสำคัญของการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะฉะนั้นสหภาพยุโรปควรมุ่งให้การศึกษา อบรมและสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการออกมาตรการเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ

วิสัยทัศน์ในระยะยาวของสหภาพยุโรปและเป้าหมาย มีดังนี้คือ

1. วิสัยทัศน์ปี 2593 (2050 vision) ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศในสหภาพยุโรปจ! ะต้องได้รับการคุ้มครอง ประเมินค่าและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณค่าตามธรรมชาติ ประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากธรรมชาติและความเจริญงอกงามทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความหายนะที่เกิดจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

2. เป้าหมายทั่วไปสำหรับปี 2563 (2020 headline target) คือ หยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและความเสื่อมโทรมของบริการระบบนิเวศในสหภาพยุโรป การฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันสหภาพยุโรปก็ควรมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนการป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลก คณะกรรมาธิการยุโรปได้กำหนดกรอบปฏิบัติการ สำหรับทศวรรษหน้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของยุทธศาสตร์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2020 รายละเอียดเพิ่มเติมสืบค้นได้ที่
http://news.thaieurope.net/content/view/3794/211/




ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรในต่างประเทศ ประจำกรุงบรัสเซลส์ และ คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

02 August 2011

USDA ชี้ปี 55 ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) เปิดเผยรายงานคาดการณ์ความต้องการและปริมาณผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก (World Agricultural Supply and Demand Estimates) ในส่วนของข้าวปี 2555 โดยภาพรวมจะเพิ่มทุกส่วน อาทิ ในปี 55 ผลผลิตข้าวโลกจะอยู่ที่ 456.32 ล้านตัน ในขณะที่ผลผลิตปี 54 อยู่ที่ 450.20 ล้านตัน ส่วนการบริโภคนั้นปี 55 ปริมาณการบริโภคข้าวของทั่วโลกอยู่ที่ 456.27 ล้านตัน ขณะที่ ปี 54 มีปริมาณการบริโภคข้าวอยู่ที่ 447.86 ล้านตัน การค้าข้าวโลกปี 55 อยู่ที่ 32.14 ล้านตัน ขณะที่ ปี 54 อยู่ที่ 31.67 ล้านตัน ส่วนของสต็อกข้าวโลกปี 55 มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 96.28 ล้านตัน จากปี 54 ประมาณไว้ที่ 96.22 ล้านตัน




ที่มา : USDA

ตรังส่งออกไม้ยางพาราพุ่ง 20,000 ล้านบาท อินเดียซื้อไม่อั้น ลดพึ่งตลาดจีน

นายอดิศร ตันเองชวน หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดนาเมืองเพชร พาราวู๊ด และประธานชมรมผู้ประกอบการไม้ยางพาราจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ส่งออกไม้ยางพารากำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ซึ่งมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 15-20 % โดยมียอดส่งออกเมื่อปี 2553 ประมาณ 17,000 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เต็มที่เพราะยังมีวัตถุดิบไม้ยางพาราในจังหวัดตรังและต่างจังหวัดทยอยออกสู่ตลาดเพิ่ม แม้ว่าราคาไม้ยางพาราจะเพิ่มขึ้นกว่า 20 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งปี 2553 ราคายางไม้พาราตันละ 1,70! 0 บาท แต่ปี 2554 ปรับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2,100 บาท

สำหรับตลาดส่งออกไม้ยางพาราจากไทย ยังคงเป็นจีน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80 % จากตลาดส่งออกทั้งหมด และเป็นตลาดหลักของไทยมายาวนาน รองลงมาคือมาเลเซียและเวียดนาม อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องหาตลาดใหม่เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เพราะหากพึ่งเพียงตลาดจีน ในอนาคตหากจีนมีปัญหาเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไม้ยางพาราของไทย สำหรับตลาดต่างประเทศที่จังหวัดตรังให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ภาคเอกชนไปเปิดตลาดคืออินเดีย จากการศึกษาพบว่า อินเดียกำลังต้องการไม้ยางพารามาก ซึ่งส่วนใหญ่อินเดียนำเข้าไม้ยางพารานำเข้าจากศรีลังกาแต่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก

นายอดิศรกล่าวว่าจากการที่จังหวัดตรังได้นำผู้ประกอบการผลิตไม้ยางพาราไปเยือนอินเดีย ทำให้อินเดียมีคำสั่งซื้อไม้ยางพาราจำนวนมาก เพื่อป้อนวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ของอินเดียใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่เมืองเชนไน เมืองโกลก! ัตตา กรุงนิวเดลี และมีแนวโน้มการขยายตลาดออกสู่เมืองใหญ่ๆอีกหลา! ยแห่งโดย สิ้นปี 2554 จังหวัดตรังตั้งเป้าหมายการส่งออกไม้ยางพาราไปอินเดียกว่า 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ประเทศไทยส่งออกไม้ยางพาราไปประเทศจีนในอัตราส่วน 41% จากยอดการส่งออกทั้งหมด ส่วนตลาดอินเดียไทยส่งออกเพียง 5 % แต่คาดว่าสัดส่วนตลาดอินเดียจะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปี 2554 จะเพิ่มได้กว่า 100 %




ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

EU จด GI 5 ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหาร

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพิ่มรายชื่อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหาร 5 รายการลงในบัญชีรายชื่อสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองการตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิดสินค้า (Protected Designation of Origin : PDO) และสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Protected Geographical Indication : PGI)

ผลิตภัณฑ์ 5 รายการมีดังนี้

• Göttinger Strackeไส้กรอกของเยอรมนี ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

! ; • Göttinger Feldkieker ไส้กรอกของเยอรมนี ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

• Prosciutto Amatriciano แฮมของอิตาลี ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

• Arnaki Elassona ผลิตภัณฑ์เนื้อแกะของกรีซได้รับการคุ้มครองการตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิดสินค้า (PDO)

• Kolocza Slaski หรือ Kolacz Slaski เค้กชนิดหนึ่งของโปแลนด์ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI)

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายการคุ้มครองการตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิดสินค้า (Protected Designation of Origin : PDO) สินค้าที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูม! ิศาสตร์ (Protected Geographical Indication : PGI) และสินค้าที่! ได้รับกา รรับรองความชำนาญพิเศษแบบดั้งเดิม (Traditional Speciality Guaranteed : TSG) มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองแล้วกว่า 1,000 รายการ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://ec.europa.eu/agriculture/quality/schemes/index_fr.htm



ที่มา : The Pig Site และ Agricultural and Rural Development: European Commission

เอกชน-องค์กรรัฐตื่นรับมาตรฐานการผลิตแห่ขอใบรับรองสินค้า

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยงานสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ได้เปิดบริการระบบจัดการอาหารปลอดภัยของอาหาร รับรองมาตรฐาน (Food Safety Management System: FSMS) โดยจะเป็นครั้งแรกในไทยที่ให้การรับรองมาตรฐาน ISO/TS 22003:2007 ซึ่งได้รับความสนใจจากบริษัทซึ่งเป็นหน่วยงาน และตัวแทนส่วนราชการยื่นความจำนงของรับบริการเพื่อรับรองระบบตามเกณฑ์ที่กำหนดทันที 6 องค์กร คือ บริษัท ทูฟ นอร์ด(ประเทศไทย) จำกัด บริษัทโกลบอล เซอทิฟิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด บริษัทเอสจีเอส สำนักรับรองคุณภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สรร.วว.) สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ และศูนย์รับรองระบบม! าตรฐานนานาชาติ

ส่วนระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารด้วยการนำระบบตามมาตรฐาน ISO 90001 หรือ HACCP มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการผลิตอาหารในห่วงโซ่อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำในช่วงเกษตรกรเริ่มต้นการผลิตไปจนถึงการแปรรูปผลผลิตและครอบคลุมถึงการจัดการองค์กรที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารทั้งหลาย มีมาตรฐานกลางเป็นมาตรฐานเดียวที่สอดคล้องกัน โดยมีข้อกำหนดทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความปลอดภัย สามารถตรวจประเมินได้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายด้วย

“หากหน่วยงานหันมาสนใจยื่นขอจดทะเบียบรับรอง โดยประยุกต์ใช้มาตรฐาน ISO/IEC 17021 หรือหลักการและข้อกำหนดสำหรรับหน่วยที่ประเมินและรับรองระบบการจัดการทุกประเภทที่มีความสามารถ (Competence) ความคงเส้นคงวา (Consistency) และความเป็นกลาง (Impartiality) เพื่อใช้ในการจัดก! ารองค์กรแล้ว นำมาตรฐาน ISO/TS 22003 มาประยุกต์ด้วยจะยิ่งง่ายขึ! ้น เนื่อ งจากข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO/TS 22003 อ้างอิงมาจากข้อกำหนดมาตรฐาน ISO/IEC 17021 ทั้งหมด ส่วนมาตรฐาน ISO/TS 22003 ได้กำหนดให้จัดแยกประเภท Food Chain Categories ไว้ในภาคผนวก A ทำให้ง่ายต่อหน่วยรับรองในการที่จะนำไปกำหนดความสามารถของผู้ตรวจประเมิณตาม Catagories ด้วย”




ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

01 August 2011

ยุโรปเล็งตั้งฐานอุตฯ เกษตรในไทย

เอกชนไทย-ยุโรป จับมือตั้งสภาธุรกิจร่วมกันหวังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสหภาพยุโรปเข้าไทยอีกไม่ต่ำกว่า 10% พบสหภาพยุโรปเล็งตั้งฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร-อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์ร่วมทุนในยุโรปมากขึ้น

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป ร่วมกับ The European ASEAN Business Center หรือ EABC ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และขยายโอกาสเสริมสร้างเครือข่ายด้านการค้าการลงทุ! นระหว่างเอกชนไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 และไทยเหมาะที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานส่งสินค้าไปยังประเทศอื่นในอาเซียน และยุโรปเองก็ต้องการที่จะย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นไทยจึงต้องสร้างบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในยุโรปตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อีกมาก โดยผลจากความสัมพันธ์ในครั้งนี้น่าจะเพิ่มมูลค่าการลงทุนจากยุโรปในไทยได้ไม่ต่ำกว่า 10% ในขณะที่ไทยก็จะมีโอกาสเข้าไปจับคู่ร่วมลงทุนในยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

&! nbsp;&nb sp; ความคืบหน้าการเปิดเสรีการค้าไทย-สหภาพยุโรปนั้น ขณะนี้ยังติดปัญหาในข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่ต้องการให้ไทยเปิดเสรีในธุรกิจการเงิน การประกันภัย และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งไทยยังไม่พร้อม โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้สุราจากยุโรปมีราคาใกล้เคียงกับสุราไทยมาก จนทำให้ปริมาณการดื่มสุราสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลใหม่ควรจะเร่งเจรจาเอฟทีเอรอบนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากขึ้น

ส่วนกรณีที่สถานทูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินชดเชย 36 ล้านยูโร ในคดีฟ้องร้องกับบริษัท วอลเตอร์ บาว นั้น เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ระหว่างไทยกับเยอรมัน และมั่นใจรัฐบาลไทยมีข้อมูลหลักฐานที่จะชี้แจงได้