Pages

30 September 2011

แคนตาลูปมรณะ มะกันตายแล้ว 13 คาดล้มป่วยเพิ่มอีก

สหรัฐฯกำลังเผชิญวิกฤติแบคทีเรียลิสเตอเรียที่หนักสุดในรอบสิบปี ซึ่งแบคทีเรียดังกล่าวปนเปื้อนในแคนตาลูปจากบริษัทแห่งหนึ่งในรัฐโคโรลาโดและขนส่งไปจำหน่ายอย่างน้อย 17 รัฐ จนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย และติดเชื้อ 72 คนใน 18 รัฐ ในจำนวนนี้เป็นสตรีมีครรภ์ 2 ราย

มากาเร็ต ฮัมเบิร์ก สมาชิกกรรมาธิการของสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ (USFDA) กล่าวว่าผู้ล้มป่วยจะเพิ่มขึ้นอีกในเดือนตุลาคม 2554 โดยแบคทีเรียลิสเตอเรียจะแสดงอาการเมื่อเข้าในร่างกายตั้งแต่ 1-8 สัปดาห์แรก และทำ! ให้ล้มป่วยนานถึง 2 เดือน การปนเปื้อนแบคทีเรียครั้งนี้แตกต่างจากที่พบในเนื้อสัตว์และชีสที่ผ่านการแปรรูป และยังไม่สามารถหาสาเหตุแน่นอนที่แบคทีเรียเข้าไปในแคนตาลูปได้

ด็อกเตอร์โธมัส ฟรีเดน ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่าขณะนี้มีการนำแคนตาลูปปนเปื้อนออกจากชั้นวางในร้านค้าแล้ว แต่ก็เสี่ยงว่าแคนตาลูปดังกล่าวจะเก็บไว้ในตู้เย็นของผู้บริโภคที่ซื้อเก็บไว้แต่เดิม และกล่าวเสริมว่าผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเคยมีเนื้อร้ายมีโอกาสได้รับแบคทีเรียดังกล่าวง่ายที่สุด ทั้งนี้แบคทีเรียลิสเตอเรียจะแสดงอาการก็ต่อเมื่อผู้บริโภครับแบคทีเรียดังกล่าวเข้าไปในร่างกายในปริมาณมาก



ที่มา : Reuters ( 28 กันยายน 2554

29 September 2011

อินโดออกแผ่นควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่าอินโดนีเซียมีมติเห็นชอบที่จะใช้แผนควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม ป่าไม้ และเกษตร

แผนดังกล่าวมีการระบุไว้เป็นครั้งแรกในปี 2552 ในคำปฏิญาณของโดยประธานธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโธโยโน ที่ต้องการที่จะควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 26% จากระดับก๊าซที่ถูกปล่อยในปี 2563 หรือสูงถึง 41% หากได้รับเงินหรือการสนับสนุนอื่นๆ จากประเทศมหาอำนาจอื่นๆ

ตามที่แผนนี้ได้ระบุไว้ ภาคป่าไม้และภาคถ่านหินควรลดการปล่อยก๊าซล! ง 672 ล้านตันภายในปี 2563 พลังงานและการขนส่งควรจะลดการปล่อยก๊าซลงให้เท่ากับ 56 ตัน ภายในปี 2563 และ 78 ล้านตันสำหรับภาคการจัดการของเสีย

ทั้งนี้ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจได้รับความสนใจจากประเทศพัฒนาต่างๆในฐานะประเด็นที่ท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่ง และเกิดขึ้นจากแรงกดดันของนานาประเทศที่ต้องการควบคุมการตัดไม้ทำลายป่า พัฒนาการจัดการที่ดิน และกระตุ้นประสิทธิภาพของพลังงาน



ที่มา : Reuters ( 28 กันยายน 2554

28 September 2011

ผู้บริโภคชาวฮ่องกงอาจได้รับผลกระทบจากโครงการ “จำนำข้าว” ของรัฐบาลไทย

นักเศรษฐศาสตร์ชาวฮ่องกงเผย ผู้บริโภคชาวฮ่องกงอาจได้รับผลกระทบจากโครงการ “จำนำข้าว” เพื่อช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาลไทย

ตามที่รัฐบาลไทยได้ประกาศจะเริ่มดำเนินโครงการ “จำนำข้าว” ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป โดยภายใต้โครงการดังกล่าว รัฐบาลจะรับจำนำข้าวจากชาวนาโดยตรงในราคา 3,800 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตัน (ประมาณ 15,000 บาท) โดยนับเป็นราคาที่สูงกว่าราคาข้าวในท้องตลาด (2,110 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตัน หรือประมาณ 10,200 บาท/ตัน) ถึง 80 %นั้น กลุ่มผู้ส่งออกข้าวไทยได้เปิดเผยว่า กลุ่มฯ คงไม่สามารถสู้ราคากับรัฐบาลได้ ดังนั้น ห! ากรัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการ “จำนำข้าว” อย่างเต็มรูปแบบ ราคาข้าวไทยในตลาดโลกน่าจะพุ่งขึ้น 35 % จากราคา 4,700 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตัน เป็น 6,400 ดอลลาร์ฮ่องกง/ตัน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้ปริมาณข้าวส่งออกของไทยลดลง 20 %

นาย Li Guanglin ผู้นำเข้าข้าวสารในฮ่องกงกล่าวว่า ในสมัยที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เคยประกาศใช้นโยบายลักษณะนี้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาคาดว่า ราคานำเข้าข้าวสารไทยในฮ่องกงน่าจะสูงขึ้น 10 % และเนื่องจากปัจจุบันฮ่องกงยังมีข้าวสารในคลังเหลืออยู่ ราคาขายปลีกข้าวสารไทยจึงน่าจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป และราคาข้าวไทยที่แพงขึ้นอาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในฮ่องกงได้ อย่างไรก็ดี นาย Guan Chaozhao นักเศรษฐศาสตร์ชาวฮ่องกงคาดว่า ราคาข้าวไทยไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อมากนัก เพราะปัจจุบันตลาดฮ่องกงมีสินค้าทดแทนข้าวไทย อาทิ ข้าวเวียดนามและข้าวจีน ผู้บริโภคบางส่วนจึงอาจบริโภคข้าวน้อยลง หรือหันไปบริ! โภคข้าวราคาถูก สำหรับความห่วงกังวลว่าประเทศเวียดนามอาจก้าวขึ้น! เป็นประเ ทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกแทนประเทศไทยนั้น BIC ได้สอบถามข้อมูลและความเป็นไปได้จากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ได้ทราบว่า แม้การคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็นไปได้ แต่การที่ข้าวเวียดนามจะมาแทนที่ข้าวไทยในตลาดฮ่องกงหรือในตลาดโลกคงต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควร ทั้งนี้ BIC จะได้สอบถามความเห็นของผู้นำเข้าข้าวในฮ่องกง และนำเสนอให้ทราบในโอกาสต่อไป



ที่มา : ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ เมืองฮ่องกง

20 September 2011

อียูออกเงื่อนไขการใช้สีอาหาร Quinoline Yellow, Sunset Yellow และ Ponceau 4R

เมื่อวันที่วันที่ 19 สิงหาคม 2554 สหภายุโปรแจ้งเวียนต่อสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องร่าง Commission Regulation แก้ไข Annex III ของ EC No 1333/2008 เกี่ยวกับการแก้ไขเงื่อนไขการใช้ Quinoline Yellow, Sunset Yellow และ Ponceau 4R เปิดรับข้อคิดเห็นถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2554

สามารถดูเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ http://members.wto.org/crnattachments/2011/sps/EEC/11_2757_00_e.pdf


ที่มา : มกอช. ( 20 กันยายน 2554 )

19 September 2011

ธนาคาร ADB กระตุ้นชาติแปซิฟิกเพิ่มการผลิตอาหาร

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) รายงานว่า ชาติในภูมิภาคแปซิฟิกควรเพิ่มการผลิตอาหาร โดยเฉพาะการปลูกพืชที่ทนต่อสภาพอากาศ เช่น เผือก มันแกว และมันสำปะหลัง เนื่องจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจเพิ่มปัญหาความอดอยาก และทุพโภชนาการในประชาชนที่ยากจนในภูมิภาคได้ ประกอบกับอากาศที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลได้ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรทั้งสำหรับการค้าและการบริโภคของเกษตรกรในภูมิภาคลดลง

นาย Mahfuzuddin Ahmed เศรษฐกรอาวุโสของแผนกแปซิฟิก ธนาคาร ADB รายงานว่า อุณหภูมิและคลื่นทะเลที่สูงซึ่งเกิดจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงอาจลดปริมาณอาหารในภูมิภาคแปซิฟิก แต่อาจนำพืชสายพันธุ์ใหม่ ความหลากหลายของพืช หรือเทคโนโลยีต่างๆมาปรับใช้เพื่อช่วยเกษตรกรปรับปรุงระบบการผลิตแบบดั้งเดิม การจัดการประมงชายฝั่งที่ดีและการช่วยเหลือเกษตรให้สามารถรับมือกับภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากนี้ นาย Mahfuzuddin ระบุว่าประชากรในภูมิภาคเพิ่มขึ้น แต่ผลการผลิตสินค้าทางเกษตรกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากประชาชนในชนบทอพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ทำให้ภูมิภาคแปซิฟิกต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารเรื่อยๆ

รายงานยังระบุว่า สามารถเพิ่มความมั่นคงทางอาหารได้ โดยมีการวางแผนและนโยบายระดับชาติที่ตอบสนองต่อความจำเป็นด้านการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ท่อส่งน้ำ ถนน ท่าเรือ และการพัฒนาชายฝั่ง
เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศได้




ที่มา : Australian Food News ( 16 กันยายน 2554 )

14 September 2011

FAO เตือนราคาอาหารโลกยังคงแตะระดับสูง

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ราคาอาหารโลกยังคงแตะระดับสูง โดยดัชนีราคาอาหารโลกอยู่ที่ระดับ 231 จุดในเดือนสิงหาคม 2554 หรือเพิ่มขึ้น 26 % จากเดือนสิงหาคม ปี 2553 และดัชนีแตะระดับสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์

ราคาธัญพืชเพิ่มขึ้นเนื่องจากการคาดการณ์ว่าการผลิตจะลดลงในปีนี้ โดยการผลิตจะลดลง 6 ล้านตันจากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม ราคาธัญพืชได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิต ข้าวโพดรายใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากอากาศร้อนในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมกระทบต่อการผลิตข้าวโพด ส่วนปริมาณข้าวสาลีคงคลังมีแนวโน้มแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2552 จากอาหารหลักที่มีความสำคัญ มีเพียงสต็อกข้าวเท่านั้นที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดว่าสถิติการผลิตจะอยู่ที่ 479 ตันในปีนี้

ก่อนหน้านี้ ราคาอาหารที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพดเป็นสาเหตุให้เกิดการก่อความไม่สงบในหลายๆประเทศเช่น ในโลกอาหรับ และวิกฤตการณ์อาหารในปี 2551 ได้ก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่และเกิดการจลาจลในประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ



ที่มา : BBC ( 12 กันยายน 2554 )

ไทยตั้งเป้าหมายส่งออกฮาลาลเพิ่ม 30%

นายพิเชษฐ สถิรชวาล ผู้แทนการค้าไทย (TTR) กล่าวว่า ต้องการเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาล30 % และเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดเป็น 40,000 พันล้านบาทในปีแรกของการบริหารงานรัฐบาลใหม่

นายพิเชษฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลาม (CIC) กล่าวว่าจะส่งเสริมการค้าไทยกับประเทศอิสลาม 57 ประเทศ และสมาชิกเครือจักรภพแห่งรัฐเอกราช 11 ประเทศ

ในปี2553ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลเพิ่มขึ้นเป็น10,000ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก8,360ล้านบาทในปี 2552ขณะมูลค่าการค้าโลกอยู่ที่1ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯโดยกว่า60%ของการส่งออกสินค้าฮาลาล คือ อินโดนีเซีย มาเลเซียและบรูไนนายพิเชษฐระบุว่าสิ่งแรกที่จะต้องทำคือสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ฮาลาลอาเซียนเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตในภูมิภาคสามารถเข้าสู่ตลาดฮาลาลระดับโลกได้ โดยวางแผนที่จะขอความร่วมมือจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ในการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานฮาลาลอาเซียนในประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศ

ผู้ส่งออกอาหารระดับนานาชาติรายใหญ่ นอกจากนี้นายพิเชษฐต้องการให้ผู้ผลิตอาหารไทยจำนวน 7,200 รายผ่านมาตรฐานฮาลาลไทยซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้ผ่านมาตรฐานจำนวน 1,800 ราย

นายพิเชษฐจะเยือนคาซัคสถานเพื่อส่งเสริมการค้าน้ำสับปะรดและสับปะรดกระป๋องเพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยไม่ได้ส่งออกไปยังคาซัคสถานแต่สับปะรดไทยกลับถูกส่งผ่านไปในนามของเนเธอร์แลนด์และเยอรมนีโดยมีวัตถุประสงเพื่อเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดเป็น40,000ล้านต่อปีจากมูลค่าการส่งออกที่2,600ล้านบาทในปี 2553






ที่มา : Halal Focus ( 14 กันยายน 2554 )

09 September 2011

จีนพบขนมไหว้พระจันทร์ 6 ชนิด ปนเปื้อนแบคทีเรีย

 
                เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 สำนักควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) รายงานว่าพบขนมไหว้พระจันทร์ 6 ชนิดไม่ได้มาตรฐานหลังจากการตรวจสอบขนมไหว้พระจันทร์เกือบ 300 ชนิด ก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์จะเริ่มขึ้น โดยพบแบคทีเรียจำนวนมากปนเปื้อนในขนมไหว้พระจันทร์ดังกล่าวซึ่งผลิตโดยบริษัท Lanzhou Tianshengqyuan และ Changchun Jiangbo Food  

                AQSIQ  รายงานว่าหน่วยงานตรวจสอบอาหารระดับเขตทั้ง 13 แห่งได้ตรวจสอบขนมไหว้พระจันทร์จำนวน 299 ชนิดซึ่งผลิตโดยบริษัท 289 แห่งใน 15 มลฑล เขตการปกครองตนเอง และ ! เทศบาล โดยผลการทดสอบพบว่าขนมไหว้พระจันทร์ 293 ชนิดได้มาตรฐานคุณภาพที่กำหนดไว้ โดยผ่านมาตรฐานตัวบ่งชี้ทางคุณภาพด้าน องค์ประกอบทางเคมี สุขอนามัย สารเติมแต่งอาหาร บรรจุภัณฑ์ ส่วนผสมและปริมาณแบคทีเรีย
 
 
ที่มา : Xinhua ( 9 กันยายน 2554 ) 

08 September 2011

CPA Affiliate Marketing

"หลายๆ ท่านคงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่า การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์นั้น สามารถทำกันได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าของตัวเองผ่านเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต หรือ การนำสินค้าคนอื่นมาขายเพื่อได้ค่าตอบแทนเป็นรายรับจากค่าคอมมิชชั่น แต่ยังมีช่องทางการหารายได้อีกแบบหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงในวงกว้างเท่าใดนัก นั่นก็คือ การทำตลาดขายสินค้าประเภท CPA Network (Cost Per Action) นั่นเอง"

06 September 2011

แคนาดาห้ามดื่มนมดิบ

 
          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขแคนาดาแจ้งเตือนประชาชนแคนาดาไม่ให้บริโภคน้ำนมดิบหรือนมที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการพลาสเจอร์ไรซ์ เนื่องจากน้ำนมอาจปนเปื้อนแบคทีเรียซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

          ในอดีตนมที่ไม่ได้ผ่านการพลาสเจอร์ไรซ์เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยร้ายแรงหลายครั้ง นอกจากนี้ สามารถพบแบคทีเรียหลายชนิดปนเปื้อนในน้ำนมดิบเช่น Salmonella E.coli และ Listeria แบคทีเรียเหล่านี้ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ตั้งแต่ มีไข้ อาเจียน ท้องร่วง ไตวาย แท้ง หรือเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก

          สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุและผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดังนั้นกฎหมายด้านอาหารและยาของแคนาดาจึงระบุให้นมที่มีจำหน่ายในแคนาดาต้องผ่านกระบวนการพลาสเจอร์ไรซ์ อย่างไรก็ตาม แคนาดาอนุญาตให้จำหน่ายชีสที่ทำจากน้ำนมดิบเนื่องจากกระบวนการผลิตชีสช่วยจำกัดเชื้อจุลชีพหลายตัวที่อาจปนเปื้อนในน้ำนมดิบ

          ในสหรัฐฯ กฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำนมดิบแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ โดยหลายรัฐห้ามการจำหน่ายน้ำนมดิบ แต่บางรัฐอนุญาตให้ร้านค้าปลีกหรือตลาดนัดเกษตรกรจำหน่ายได้หรือควบคุมการจำหน่ายที่ฟาร์ม

          ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และบทความวิชาการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเจ็บป่วยจากการบริโภคนมในปี 2543 – 2550 ระบุว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์นมดิบทำให้มีการเจ็บป่วย 42 ครั้งหรือ 75 % จากการเจ็บป่วยจากการบริโภคนม 56 ครั้งในช่วง 8 ปี  นอกจากนี้ในปี 2553-2554 มีการเจ็บป่วยจากการบริโภคนมดิบ 18 ครั้งซึ่งมีผู้เจ็บป่วยจำนวน 202 ราย และอีก 24 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะในช่วงดังกล่าวมีการเจ็บป่วยจากการบริโภคนมที่ผ่านการพลาสเจอร์ไรซ์ 1 ครั้ง ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวน 23 ราย และอีก 2 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
 
 
ที่มา : Food Safety News (6 กันยายน 2554)