เอกชนไทย-ยุโรป จับมือตั้งสภาธุรกิจร่วมกันหวังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสหภาพยุโรปเข้าไทยอีกไม่ต่ำกว่า 10% พบสหภาพยุโรปเล็งตั้งฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร-อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์ร่วมทุนในยุโรปมากขึ้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป ร่วมกับ The European ASEAN Business Center หรือ EABC ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และขยายโอกาสเสริมสร้างเครือข่ายด้านการค้าการลงทุ! นระหว่างเอกชนไทยกับสหภาพยุโรป เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 และไทยเหมาะที่จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานส่งสินค้าไปยังประเทศอื่นในอาเซียน และยุโรปเองก็ต้องการที่จะย้ายฐานการผลิตมาอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นไทยจึงต้องสร้างบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด
นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานสภาธุรกิจไทย-สหภาพยุโรป กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในยุโรปตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อีกมาก โดยผลจากความสัมพันธ์ในครั้งนี้น่าจะเพิ่มมูลค่าการลงทุนจากยุโรปในไทยได้ไม่ต่ำกว่า 10% ในขณะที่ไทยก็จะมีโอกาสเข้าไปจับคู่ร่วมลงทุนในยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
&! nbsp;&nb sp; ความคืบหน้าการเปิดเสรีการค้าไทย-สหภาพยุโรปนั้น ขณะนี้ยังติดปัญหาในข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่ต้องการให้ไทยเปิดเสรีในธุรกิจการเงิน การประกันภัย และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งไทยยังไม่พร้อม โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้สุราจากยุโรปมีราคาใกล้เคียงกับสุราไทยมาก จนทำให้ปริมาณการดื่มสุราสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลใหม่ควรจะเร่งเจรจาเอฟทีเอรอบนี้ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากขึ้น
ส่วนกรณีที่สถานทูตเยอรมัน ประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินชดเชย 36 ล้านยูโร ในคดีฟ้องร้องกับบริษัท วอลเตอร์ บาว นั้น เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ระหว่างไทยกับเยอรมัน และมั่นใจรัฐบาลไทยมีข้อมูลหลักฐานที่จะชี้แจงได้
01 August 2011
29 July 2011
มกอช. จัดสัมมนาเรื่องการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ ครั้งที่ 1
ด้วยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการโครงการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ จึงได้กำหนดจัดการสัมมนาเรื่องการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ ครั้งที่ 1 ขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศญี่ปุ่น และสถานการณ์ GMOs ของโลกและคาดการณ์นโยบายด้าน GMOs ของประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2554 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานคร
&nb! sp; จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว และขอได้โปรดแจ้งยืนยันการเข้าร่วมสัมมนา ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ด้วย จะขอบคุณมาก
รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่คุณศิรประภา ศรีพรหมมุนี, คุณยุทธนา ตันเจริญ, คุณวราพรรณ วงศ์สารคาม โทร 02-561-4204 และ Fax แบบตอบรับมาได้ที่ 02-5614034 หรือ 02-5614088
&nb! sp; จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว และขอได้โปรดแจ้งยืนยันการเข้าร่วมสัมมนา ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ด้วย จะขอบคุณมาก
รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่คุณศิรประภา ศรีพรหมมุนี, คุณยุทธนา ตันเจริญ, คุณวราพรรณ วงศ์สารคาม โทร 02-561-4204 และ Fax แบบตอบรับมาได้ที่ 02-5614034 หรือ 02-5614088
21 July 2011
มกอช. จัดสัมมนาเรื่องการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ ครั้งที่ 1
ด้วยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการโครงการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ จึงได้กำหนดจัดการสัมมนาเรื่องการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศคู่ค้าสำคัญ ครั้งที่ 1 ขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลการคาดการณ์นโยบายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศญี่ปุ่น และสถานการณ์ GMOs ของโลกและคาดการณ์นโยบายด้าน GMOs ของประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2554 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานคร
&nb! sp; จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว และขอได้โปรดแจ้งยืนยันการเข้าร่วมสัมมนา ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ด้วย จะขอบคุณมาก
รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่คุณศิรประภา ศรีพรหมมุนี, คุณยุทธนา ตันเจริญ, คุณวราพรรณ วงศ์สารคาม โทร 02-561-4204 และ Fax แบบตอบรับมาได้ที่ 02-5614034 หรือ 02-5614088
&nb! sp; จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาเข้าร่วมการสัมมนาดังกล่าว และขอได้โปรดแจ้งยืนยันการเข้าร่วมสัมมนา ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ด้วย จะขอบคุณมาก
รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่คุณศิรประภา ศรีพรหมมุนี, คุณยุทธนา ตันเจริญ, คุณวราพรรณ วงศ์สารคาม โทร 02-561-4204 และ Fax แบบตอบรับมาได้ที่ 02-5614034 หรือ 02-5614088
14 July 2011
FAO ชี้ ราคาอาหารโลกสูงขึ้น เหตุน้ำตาลแพง
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาติ (FAO) ระบุว่าราคาอาหารโลกสูงขึ้น 1 %ในเดือนมิถุนายน 2554 เนื่องจากราคาน้ำตาลทั่วโลกที่สูงขึ้น
ดัชนีราคาอาหารเดือนมิถุนายน 2554 ขึ้นไปอยู่ที่ 234 จุด เพิ่มขึ้น 39 % จากเดือนมิถุนายน 2553 แต่ต่ำกว่าดัชนีราคาอาหารในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งทำสถิติสูงสุดที่ 238 จุด
ดัชนีราคาน้ำตาลเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 14% จากเดือนพฤษภาคม และคาดการณ์ว่าการผลิตน้ำตาลในบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิต! น้ำตาลรายใหญ่ที่สุดในโลกจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2553
ดัชนีราคานมเดือนมิถุนายนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 232 จุด เพิ่มขึ้น 1 จุดจากเดือนพฤษภาคม
ส่วนดัชนีราคาเนื้อเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 180 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม ดัชนีราคาเนื้อไก่เพิ่มขึ้น 3 % และสูงขึ้นทำสถิติใหม่ แต่ราคาเนื้อหมูลดลง
ดัชนีราคาธัญพืช FAO ประจำเดือนมิถุนายนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 259 จุดลดลง 1 %จากเดือนพฤษภาคม สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพอากาศในยุโรปดีขึ้นและรัสเซียยกเลิกการห้ามส่งออกธัญพืช
ส่วนราคาข้าวในเดือนมิถุนายนสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าสูงและราคาส่งออกข้าวของไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกยังไม่แน่นอน
ที่มา : Bangkok Post
ดัชนีราคาอาหารเดือนมิถุนายน 2554 ขึ้นไปอยู่ที่ 234 จุด เพิ่มขึ้น 39 % จากเดือนมิถุนายน 2553 แต่ต่ำกว่าดัชนีราคาอาหารในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งทำสถิติสูงสุดที่ 238 จุด
ดัชนีราคาน้ำตาลเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 14% จากเดือนพฤษภาคม และคาดการณ์ว่าการผลิตน้ำตาลในบราซิลซึ่งเป็นผู้ผลิต! น้ำตาลรายใหญ่ที่สุดในโลกจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2553
ดัชนีราคานมเดือนมิถุนายนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 232 จุด เพิ่มขึ้น 1 จุดจากเดือนพฤษภาคม
ส่วนดัชนีราคาเนื้อเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 180 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม ดัชนีราคาเนื้อไก่เพิ่มขึ้น 3 % และสูงขึ้นทำสถิติใหม่ แต่ราคาเนื้อหมูลดลง
ดัชนีราคาธัญพืช FAO ประจำเดือนมิถุนายนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 259 จุดลดลง 1 %จากเดือนพฤษภาคม สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพอากาศในยุโรปดีขึ้นและรัสเซียยกเลิกการห้ามส่งออกธัญพืช
ส่วนราคาข้าวในเดือนมิถุนายนสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าสูงและราคาส่งออกข้าวของไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกยังไม่แน่นอน
ที่มา : Bangkok Post
เผยออสเตรเลียจะเก็บภาษีคาร์บอนตันละ 759 บาท
หนังสือพิมพ์ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ในออสเตรเลียรายงานว่า รัฐบาลจะเก็บภาษี 23 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 759 บาท) ต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอน 1 ตัน ตามมาตรการเก็บภาษีการก่อมลภาวะ แต่รัฐบาลไม่ยืนยันข่าวนี้
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลกเพราะพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าและพึ่งพาการส่งออกทรัพยากร รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราต่อตันกับธุรกิจใหญ่ตั้งแต่กลางปีหน้า จากนั้นจะใช้แผนการค้าคาร์บอนที่โยงกับตลาดคาร์บอนโลกภายใน 5 ปี
! ; ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ระบุว่า ตัวเลขภาษี 23 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลพรรคแรงงานของจูเลีย กิลลาร์ด ที่เสนอ 20 ดอลลาร์ออสเตรเลีย กับพรรคกรีนส์ที่เสนอสูงกว่านั้น ตัวเลข 20 ดอลลาร์ออสเตรเลีย จะทำให้ครัวเรือนต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสัปดาห์ละ 7.80 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 257.40 บาท) หรือปีละ 406 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 13,400 บาท)
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ดิออสเตรเลียรายงานว่า รัฐบาลได้ลดจำนวนบริษัทที่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งจาก 1,000 แห่ง เหลือ 500 แห่ง ครอบคลุมบริษัทผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เหมืองแร่ โรงถลุงเหล็ก โรงถลุงอะลูมิเนียม ด้านนางนิโคลา ร็อกซอน รัฐมนตรีสาธารณสุขและการชราภาพ เปิดเผยต่อสถานีวิทยุเอบีซีว่า จะเปิดเผยรายละเอียดภาษีคาร์บอนทั้งหมดในวันอาทิตย์นี้ คาดว่าคณะรัฐมนตรีจะประชุมกันในวันเสาร์เพื่อให้ความเห็นชอบ
ที่มา : สำนักข่าวไทย
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลกเพราะพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าและพึ่งพาการส่งออกทรัพยากร รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราต่อตันกับธุรกิจใหญ่ตั้งแต่กลางปีหน้า จากนั้นจะใช้แผนการค้าคาร์บอนที่โยงกับตลาดคาร์บอนโลกภายใน 5 ปี
! ; ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ระบุว่า ตัวเลขภาษี 23 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เป็นการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลพรรคแรงงานของจูเลีย กิลลาร์ด ที่เสนอ 20 ดอลลาร์ออสเตรเลีย กับพรรคกรีนส์ที่เสนอสูงกว่านั้น ตัวเลข 20 ดอลลาร์ออสเตรเลีย จะทำให้ครัวเรือนต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสัปดาห์ละ 7.80 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 257.40 บาท) หรือปีละ 406 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 13,400 บาท)
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ดิออสเตรเลียรายงานว่า รัฐบาลได้ลดจำนวนบริษัทที่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งจาก 1,000 แห่ง เหลือ 500 แห่ง ครอบคลุมบริษัทผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เหมืองแร่ โรงถลุงเหล็ก โรงถลุงอะลูมิเนียม ด้านนางนิโคลา ร็อกซอน รัฐมนตรีสาธารณสุขและการชราภาพ เปิดเผยต่อสถานีวิทยุเอบีซีว่า จะเปิดเผยรายละเอียดภาษีคาร์บอนทั้งหมดในวันอาทิตย์นี้ คาดว่าคณะรัฐมนตรีจะประชุมกันในวันเสาร์เพื่อให้ความเห็นชอบ
ที่มา : สำนักข่าวไทย
Subscribe to:
Posts (Atom)