Pages

17 April 2012

แคนาดาชี้ กาแฟลิงล้มแชมป์กาแฟขี้ชะมด



กาแฟของอินเดียซึ่งผลิตจากเมล็ดกาแฟที่ลิงกินเฉพาะเปลือกผลแล้วบ้วนทิ้ง กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในแคนาดา โดยบริษัทผู้จัดจำหน่ายพบว่าสูตรการผลิตที่ใช้ "กาแฟลิง" เพียงอย่างเดียว มีคุณสมบัติทั้งด้านกลิ่นและรสดีกว่ารูปแบบดั้งเดิมซึ่งชาวไร่ในอินเดียนำมาผสมกับเมล็ดกาแฟที่เก็บจากต้น ทั้งคณะกรรมการตัดสินปรุงกาแฟชิงแชมป์โลกในแคนาดายังตัดสินให้ "กาแฟลิง" ได้คะแนนสูงกว่ากาแฟขี้ชะมดโกปิลูวักที่เดิมเป็นผู้นำด้านรสชาติอีกด้วย "กาแฟลิง" จำหน่ายในแคนาดาด้วยราคา 2.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อถ้วย (ประมาณ 80 บาท)


ที่มา : ไทยโพสต์ (17/04/55)

อินเดีย-เวียดนาม ตัดราคาข้าวกระทบไทยไตรมาสแรกวูบ


อินเดียและเวียดนามกำลังแข่งขันในตลาดส่งออกข้าว โดยใช้การตัดราคาเพื่อระบายสินค้า ส่งผลแนวโน้มราคาข้าวโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งกรณีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิและข้าวขาวของไทยสูงกว่าคู่แข่งมาก ส่วนในอิรักซึ่งมีความต้องการประมาณ 800,000 - 1,000,000 ตันต่อปี ไทยยังคงต้องแข่งขันกับอเมริกาและละตินอเมริกา

การติดตามสถานการณ์การส่งออกข้าวจากอินเดียอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการระบายสต็อกผลผลิตข้าวจากทั้ง อิน! เดีย เวียดนาม ปากีสถาน และผู้ส่งออกรายใหม่ได้แก่ พม่า และกัมพูชา ส่งผลให้เกิดการแข่งขันตัดราคาขึ้น ทำให้ไทยสูญเสียศักยภาพการส่งออกโดยเฉพาะข้าวขาว และยังทำให้ผู้นำเข้ารายใหญ่คือ จีน ลดสัดส่วนการนำเข้าข้าวจากไทย แม้เจ้าของกิจการจะชี้ว่าไม่ส่งผลต่อตลาดข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง (พรีเมียมไรซ์) และข้าวนึ่งซึ่งเข้ามาชดเชยส่วนแบ่งการตลาดนัก แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยในการที่จีนอาจจะเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าข้าวจากเวียดนาม นอกจากด้านราคา ยังมีเหตุผลด้านระยะทางการขนส่งที่ได้เปรียบกว่าแหล่งผลิตภายในประเทศด้วย

ข้าวไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2555 มีปริมาณส่งออกทั้งสิ้น 1,445,306 ตัน เปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2554 ที่ได้ 2,846,332 ตัน ลดลงถึง 49.2% เนื่องจากผลของส่วนต่างราคาข้าวไทยกับคู่แข่งสำคัญคือ อินเดีย และเวียดนาม สูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หากรัฐบาลพยายามผลักดันราคาข้าวให้สูงเท่าราคารับจำนำจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกยิ่งขึ้น เพราะตลาดจะตัดสินใจเลือกข้าวคุณภาพสูงกว่าของไทยเฉพาะกรณีส่วนต่างไม่เกิน 40 ดอลล! าร์ต่อตัน



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (17/04/55)

ญี่ปุ่นทบทวนมาตรฐานการติดฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์


ญี่ปุ่นได้พิจารณาปรับปรุงมาตรฐานการติดฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ รายละเอียดดังนี้

- กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการญี่ปุ่น ได้ประกาศยกเลิกการตรวจสอบความปลอดภัยของมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2554 ซึ่งทางกรมสรรพากรญี่ปุ่น (NTA) กำลังดำเนินการพิจารณาอนุญาตให้มะละกอเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการติดฉลากให้อยู่ในหมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งมีส่วนประกอบที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม
- กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง แห่งญี่ปุ่น พิจารณาทบทวนมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์ตามรายละเอียดดังนี้
1) อนุญาตให้ใช้ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์เฉพาะในกรณีที่หาวัตถุดิบสองประเภทข้างต้นได้ยาก
2) ให้นับรวมวัตถุเจือปนอาหารที่ทำจากผลิตภัณฑ์อินทรีย์ รวมเป็นส่วนประกอบในส่วนวัตถุดิบอินทรีย์ด้วย เพื่อประโยชน์ในการคำนวณสัดส่วนวัตถุดิบอินทรีย์ต่อวัตถุดิบทั้งหมด
3) อนุญาตให้สารเคมีที่ผลิตโดยใช้เทคนิคการถ่ายดีเอ็นเอ ในตารางที่ 2 ของมาตรฐาน ในกา! รผลิตที่ไม่ใช่เพื่อเป็นวัตถุดิบในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูป! จากผลิตภ ัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์
4) อนุญาตให้ใช้สารเคมีนอกตารางที่ 2 ของมาตรฐาน เพื่อควบคุมสัตว์รบกวนในโรงงาน กรณีที่ไม่มีการผลิตหรือเก็บรักษาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์

- NTA ได้ทบทวนมาตรฐานวัตถุเจือปนอาหาร และยาในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และปศุสัตว์อินทรีย์ ตามรายละเอียดดังนี้
1) เพิกถอน DL-tartaric acid และ DL-potassium hydrogen tartrate จากรายชื่อวัตถุเจือปนอาหารในตารางที่ 1 ของมาตรฐาน
2) เพิกถอน น้ำมันจากพืชและสัตว์, เจลาติน, เคซีน, ผลิตภั! ณฑ์อาหารหมักดองซึ่งใช้เชื้อ aspergillus ที่สกัดจากเห็ดชิตาเกะ, สารสกัดจากสาหร่ายคลอเรลลา, ไคติน, ไขผึ้ง, แร่ซิลิเกต, เบนโตไนต์ และสารสกัดจากพืช ออกจากรายชื่อยาในตารางที่ 2 ของมาตรฐาน
3) เพิ่มเติม แคปไซซิน ลงในรายชื่อยาในตารางที่ 2 ของมาตรฐาน


โดยกำหนดวันสุดท้ายที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือคัดค้านได้ เป็นวันที่ 27 พฤษภาคม 2555

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก
http://members.wto.org/crnattachments/2012/tbt/JPN/12_1115_00_e.pdf
http://www.sinab.it/share/img_normativa_politica_files/68_standard_trasformazione_giappone.pdf



ที่มา : มกอช. (17/04/55)

11 April 2012

ไต้หวันเตือนเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย

จากการตรวจพบสารตกค้างในสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกไปยังไต้หวัน ทำให้ไต้หวันเพ่งเล็งและอาจพิจารณาเพิ่มระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากไทย โดยปัจจุบัน ตามข้อกำหนดการตรวจสอบสินค้านำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของกรมอาหารและยาไต้หวัน (FDA) ได้บัญญัติระดับการตรวจสอบสินค้าดังนี้ - ระดับปกติ สุ่มตรวจ อัตรา 2 – 5% ของจำนวนล็อต - ระดับเพิ่มความระวัง สุ่มตรวจ อัตรา 20 – 25% ของจำนวนล็อต &nb! sp; - ระดับเข้มงวด ตรวจ 100% (ตรวจทุกล็อต) โดยปัจจุบันสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทยถูกสุ่มตรวจในระดับปกติ หากทว่าการที่ FDA ได้รายงานการตรวจพบสารตกค้างที่ไม่สอดคล้องตามระเบียบของไต้หวันในสินค้าพริกป่นจากไทย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555 และขอให้ไทยทบทวนแนวทางปฏิบัติและมาตรการปรับปรุงแก้ไขกรณีสารตกค้างที่ไม่เป็นไปตามระเบียบเพื่อแจ้งแก่ไต้หวันภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2555 นั้น จึงขอความร่วมมือผู้ส่งออกปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยสารตกค้างของไต้หวันอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการอันอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของสินค้าเกษตรไทย เช่น การปรับระดับการตรวจสอบสินค้าจากระดับปกติ เป็นระดับเพิ่มความระวัง หรือระดับเข้มงวด สำหรับรายละเอียดสารตกค้างที่ยอมรับได้ดูได้จาก www.fda.gov.tw/eng/people_laws_list.aspx?time=l&classifysn=16 ที่มา : มกอช. (11/04/55

อินโดนีเซียมีความต้องการนำเข้าข้าวในปี พ.ศ.2555

อินโดนีเซียได้ประมาณการว่า ในปี พ.ศ.2555 Bulog อาจพิจารณานำเข้าข้าวจากต่างประเทศจำนวน 2.25 ล้านตัน โดยที่ Bulog ไม่สามารถสำรองข้าวภายในประเทศได้ถึง 4.5 ล้านตัน ในปี พ.ศ.2555 จำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 2.25 ล้านตัน เนื่องจาก Bulog สามารถจัดซื้อข้าวภายในประเทศได้เพียง 1.8-2.5 ล้านตัน หรือประมาณ 40 -50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณข้าวสำรอง ในขณะที่ Bulog จำเป็นที่จะต้องสำรองข้าวในปีนี้จำนวน 4.5 ล้านตันเพื่อรักษาระดับราคาข้าวภายในประเทศ รวมทั้งการสำรองข้าวเพื่อสนับสนุนโครงการช่วยเหลือคนยากจนภายในประเทศอินโดนีเซีย สาเหตุที่ Bulog ไม่สามารถจัดซื้อข้าวภายในประเทศเพื่อเป็นการสำรองข้าวให้ถึงจำนวน 3.15 ล้านตัน หรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณข้าวสำรอง เนื่องจากราคาข้าวภายในประเทศมีราคาสูงขึ้นทำให้ Bulog ไม่สามารถแข่งขันซื้อข้าวภายในประเทศได้ถึงแม้ว่า ผลผลิตข้าวภายในประเทศ พ.ศ.2555 จะมีผลผลิตดีกว่าผลผลิตในปี พ.ศ.2554 แต่ปริมาณข้าวที่เพิ่มขึ้นมากขึ้นในปี พ! .ศ.2555 ไม่สามารถทำให้ราคาข้าวในประเทศต่ำลงได้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยที่ราคาข้าวเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 สำหรับข้าวคุณภาพปานกลางมีราคา 8,064 รูเปียห์/กิโลกรัม (28.29 บาท/กิโลกรัม) ซึ่งมีราคาสูงกว่าข้าวในเดือนมกราคม 2555 ที่มีราคา 7,970 รูเปียห์/กิโลกรัม (27.96 บาท/กิโลกรัม) ดังนั้น คาดว่าในปี พ.ศ.2555 นี้ Bloug คงจะมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ เป็นจำนวน 2.25 ล้านตัน ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา (11/04/55)