Pages

14 February 2011

ญี่ปุ่นประกาศมาตรฐานค่า MRLs สารอันตรายในอาหารสุนัขและแมวเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 ญี่ปุ่นแจ้งเวียนประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรฐานค่า MRLs สารอันตรายในอาหารสุนัขและแมวเพิ่มเติมดังนี้
1. สาร Mycotoxin
• Deoxynivalenol กำหนดค่า MRLs ในอาหารสุนัขไว้ที่ 2 ppm และค่า MRLs ในอาหารแมวไว้ที่ 1 ppm
2. โลหะหนัก
&nb! sp; • Arsenic กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 15 ppm
• แคดเมียมกำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 1 ppm
• สารตะกั่วกำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 3 ppm
3. สารกลุ่ม Organochlories
• BHC (sum of -BHC, -BHC, -BHC, และ -BHC) กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
• DDT (sum of DDD, DDE และ DDT) กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
• Aldrin และ Dieldrin กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
! &n! bsp;&nbs p; • Endrin กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
• Hep tachlor และ Heptachlor epoxide กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm

ทั้งนี้ญี่ปุ่นได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรฐานนี้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2554 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป
หากท่านใดมีความคิดเห็นกรุณาแจ้งที่อีเมลล์ sps@acfs.go.th , acfsearlywarning@gmail.com



ที่มา : มกอช

อเมริกาเหนือยื่นมือช่วยกิมจิ ส่งวัคซีนยับยั้งFMD

ธนาคารวัคซีนโรคปากเท้าเปื่อยของทวีปอเมริกาเหนือโดยการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกกำลังจะมอบวัคซีนโรคปากเท้าเปื่อย (FMD) เพื่อช่วยเหลือเกาหลีใต้ที่กำลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอยู่ โดยธนาคารวัคซีนฯ จะมอบแอนติเจนเพื่อใช้ผลิตวัคซีนให้แก่สุกรและวัวในเกาหลีใต้เป็นจำนวน 2.5 ล้านโดส
ทั้งนี้ เกาหลีใต้ได้ฉีดยาที่เคยซื้อไปก่อนหน้านี้ให้แก่สุกรและวัวแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมีปริมาณโดสเพิ่มเติมเพื่อใช้ทำวัคซีนฉุกเฉินสำหรับสัตว์ที่เสี่ยงเกิดโรค ทางเกาหลีใต้จึงร้องขอให้ธนาคารวัคซีนของทวีปอเมริกาเหนือช่วยเหลือในเรื่องนี้ และขอให้ช่วยกำหนดความจำเป! ็นในการลดปริมาณสัตว์จำนวนมาก


ที่มา : CFIA

รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนภาคเกษตรเพิ่ม

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 สภารัฐมนตรีจีนกำหนดกรอบการอุดหนุนภาคเกษตรและมาตรการสนับสนุนใหม่ ตลอดทั้งการรับปากให้เงินช่วยเหลือในการผันน้ำเข้านา การปลูกข้าวสาลีและข้าวโพด การรักษาโรคพืช และการจัดสรรเงินทุนประมาณ 180 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้ออุปกรณ์เพาะปลูก และ 1,000 ล้านดอลลาร์เพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังเตรียมขึ้นราคารับซื้อข้าวขั้นต่ำอีกเกือบ 40%
มาตรการที่สภาฯ จีนออกมานี้ เนื่องมาจากต้องการแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวสาลีตกต่ำ อันเป็นผลมาจากปัญหาอากาศแห้งแล้งต่อเนื่องทางตอนเหนือของประเทศ โดยในปี 2553 จีนนำเข้าข้าวโพดประมาณ 1.57 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 18 เท่า ขณะที่การนำเข้า! ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 36% คิดเป็นปริมาณ 1.2 ล้านตัน และการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น 8.6% คิดเป็นปริมาณ 366,171 ตัน


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

11 February 2011

ญี่ปุ่นประกาศมาตรฐานค่า MRLs สารอันตรายในอาหารสุนัขและแมวเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 ญี่ปุ่นแจ้งเวียนประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องมาตรฐานค่า MRLs สารอันตรายในอาหารสุนัขและแมวเพิ่มเติมดังนี้
1. สาร Mycotoxin
• Deoxynivalenol กำหนดค่า MRLs ในอาหารสุนัขไว้ที่ 2 ppm และค่า MRLs ในอาหารแมวไว้ที่ 1 ppm
2. โลหะหนัก
&nb! sp; • Arsenic กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 15 ppm
• แคดเมียมกำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 1 ppm
• สารตะกั่วกำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 3 ppm
3. สารกลุ่ม Organochlories
• BHC (sum of -BHC, -BHC, -BHC, และ -BHC) กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
• DDT (sum of DDD, DDE และ DDT) กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
• Aldrin และ Dieldrin กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
! &n! bsp;&nbs p; • Endrin กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm
• Hep tachlor และ Heptachlor epoxide กำหนดค่า MRLs ไว้ที่ 0.01 ppm

ทั้งนี้ญี่ปุ่นได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรฐานนี้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2554 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 เป็นต้นไป
หากท่านใดมีความคิดเห็นกรุณาแจ้งที่อีเมลล์ sps@acfs.go.th , acfsearlywarning@gmail.com



ที่มา : มกอช.

18 January 2011

ไดออกซิน

เมื่อไม่นานมานี้โลกต้องตื่นตะลึงกับสารพิษที่มีชื่อว่า “ไดออกซิน” (dioxin) สารตัวนี้เคยถูกนำมาใช้ในสงครามเวียดนามที่เรียกว่า “ฝนเหลือง” (Agent Orange) โดยเกิดจากผลผลิตส่วนเกินในสารฆ่าวัชพืช
ไดออกซินเป็นสารในกลุ่ม aromatic ethers ประกอบด้วยออกซิเจน คลอรีน และเบนซีน 3 วงซ้อนกัน มีชื่อทางเคมีว่า 2, 3, 7, 8–tetrachlorodibenzo–p–dioxin และไดออกซินมีอนุพันธ์ที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายกันคือ สารพวก PCDDs (Polychlorinated dibenzo–p–dioxins) , PCDFs (Polychlorinated dibenzofurans) และ PCBs (Polychlorinated biphenyls)


แหล่งที่พบ
ไดออกซิน เกิดขึ้นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ไฟป่า และภูเขาไฟระเบิด นอกจากนี้แหล่งที่พบทั่วไปคือ เกิดจากผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เช่น อุตสาหกรรมยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมการหลอมโลหะ โรงงานถลุงแร่ อุตสาหกรรมการฟอกสีกระดาษ และแหล่งที่พบที่สำคัญและมีปริมาณไดออกซินอยู่สูงมากคือ เกิดจากการเผาขยะของเสียที่มีส่วนประกอบของคลอรีนอยู่
ไดออกซิน เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้บ้างเล็กน้อยเมื่ออยู่ในสถานะแก๊ส แต่ถ้าสะสมอยู่ในดินหรือในที่อื่น ๆ จะใช้เวลาในการสลายตัวนานมาก ในสิ่งแวดล้อมเราจะพบ ไดออกซินปนเปื้อนอยู่กับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ และในน้ำ ทำให้แหล่งที่มีสิ่งแวดล้อมแบบนี้มีโอกาสได้รับสารไดออกซินมากกว่าในบรรยากาศทั่วไป

อันตรายจากไดออกซิน
เนื่องจากไดออกซินเป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดการสะสมภายในร่างกายได้ และยังมีสมบัติเป็น Hydrophobic หรือสารที่ไม่รวมตัวกับน้ำ ซึ่งสามารถแพร่กระจายและสะสมเป็นตะกอนอยู่ในแหล่งน้ำ ทำให้สัตว์ที่อยู่ในแหล่งน้ำนั้นได้รับ สารชนิดนี้เข้าไปและสะสมไว้ในร่างกาย เมื่อมีสัตว์ชนิดอื่นมากินสัตว์น้ำนี้เข้าไป สัตว์นั้นก็จะได้รับสารชนิดนี้เข้าไปด้วย
สารไดออกซินพบได้มากที่สุดในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ เช่น เนื้อวัว (ซึ่งจะพบสารนี้อยู่มาก) , เนื้อหมู , เนื้อไก่ , เนื้อปลา , ผลิตภัณฑ์จากนม , นมสด และไข่ ดังนั้นจึงควรลดอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และอาหารจำพวกนมเนย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารไดออกซินได้บ้าง
อันตรายต่อสุขภาพ
เมื่อได้รับสารไดออกซินเข้าไปแล้วในระยะแรก ๆ จะเกิดความผิดปกติที่ผิวหนัง (chloracne) เช่น ผิวหนังไหม้ดำ เป็นผื่น มีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย และต่อมาจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาท เมื่อได้รับสารไดออกซินเป็นเวลานานจะทำให้เป็นมะเร็งได้ เมื่อปี 1997 สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติ (International Agency for Research on Cancer ; IARC) ได้ตรวจพบว่า สารไดออกซินเป็นสารที่ก่อให้เกิด โรคมะเร็ง และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก
ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารไดออกซิน โดยอยู่ให้ไกลจากแหล่งอุตสาหกรรม ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หลีกเลี่ยงไม่อยู่ใกล้ขณะมีการเผาขยะหรือของเสีย และลดปริมาณ ความเสี่ยงจากการรับประทานอาหารที่มีสารไดออกซินดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงแม้จะรับ สารไดออกซินเข้าไปเป็นปริมาณน้อย แต่สารชนิดนี้จะสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นานมาก ทำให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ ดังนั้นไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงหากไม่จำเป็นกับสารไดออกซิน