Pages

29 November 2012

ศาลสหรัฐฯ สั่งบริษัทยาสูบผลิตโฆษณายอมรับหลอกลวงประชาชน


ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้ตัดสินให้บริษัทบุหรี่หลายบริษัทผลิตโฆษณาเพื่อยอมรับว่าได้หลอกลวงประชาชนตามสื่อมวลชนเป็นเวลา 2 ปี โดยอาจกำหนดให้เผยแพร่เนื้อหาว่าก่อนหน้านี้ได้เจตนาโฆษณาว่าบุหรี่ชนิดไลต์และสารทาร์ต่ำมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบธรรมดา และแสดงข้อมูลความเป็นจริงว่ามีผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ จากการสูบบุหรี่เฉลี่ย 1,200 คนต่อวัน เป็นต้น

คำพิพากษาข้างต้นมีจุดประสงค์เพื่อหาข้อยุติในการแก้ไขคำแถลงการณ์ทั้งหมด 5 ข้อความ และอาจเป็นการตัดสินลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การฟ้องร้องบร! ิษัทบุหรี่ในข้อหาดังกล่าว โดยในขณะนี้ยังไม่มีบริษัทบุหรี่ที่ออกมาแสดงการโต้ตอบคำตัดสิน แต่คาดว่าจะมีการขออุทธรณ์ต่อไป
ที่มา : ไทยโพสต์ (29พ.ย.55)

27 November 2012

สถานการณ์ส่งออกสินค้าของญี่ปุ่นตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี


สถานการณ์ส่งออกสินค้าของญี่ปุ่นตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคถดถอยของตลาดทั่วโลกเริ่มขึ้นในปี 2549 ด้วยสาเหตุวิกฤติยูโรโซน และความขัดแย้งทางการเมืองกับจีน โดยยอดส่งออกในปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคม มีมูลค่า 53.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 20 ล้านล้านบาท) ต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2554 ถึง 2.3% และในเดือนตุลาคม 2555 นี้ ปริมาณการส่งออกต่ำกว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ถึง 6.5% ส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีดุลการค้าติดลบมากเป็นประวัติการณ์ถึง 5.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2 ล้านล้านบาท) และสถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่สี่ โดยคาดว่าปริมาณเศรษฐกิจทั่วญี่ปุ่นอาจหดตัวถึง 0.4%
! ;
ประเทศผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่จากญี่ปุ่น เช่น สหภาพยุโรป นำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นลดลง 20.1% ส่วนจีนลดลง 11.6% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ลดลงถึง 82% ทำให้บริษัทรถยนต์รายใหญ่ เช่น โตโยต้า และนิสสัน ได้รับผลกระทบและเริ่มปรับยอดประมาณการกำไรของปีนี้ลดลงแล้ว
ที่มา : บางกอกโพสต์ (27พ.ย.55)

22 November 2012

จีนกำลังประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ



จีนกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า แม้จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 9 ปีก็ตาม แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของจีนกล่าวว่า ภาคการเกษตรกำลังประสบปัญหา เนื่องจากการขาดแคลนพื้นที่ น้ำ และแรงงานในการผลิต ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การขยายตัวของเขตเมือง และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ก็เป็นปัจจัยลบต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของจีนเช่นกัน

ทั้งนี้ รัฐบาลกลางของจีนได้เตรียมวางแผนพัฒนาการผลิตขนาดใหญ่โดยใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร และสร! ้างมาตรฐานผู้ผลิตสินค้าเกษตรแนวทางใหม่ ส่วนกระทรวงที่ดินและทรัพยากรของจีน ก็เตรียมวางแผนที่จะจำกัดการขยายพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และป้องกันการรุกล้ำพื้นที่ทางการเกษตรอีกด้วย


ที่มา : TheChinaPost (22 พ.ย.55)

19 November 2012

จีนเตรียมทบทวนภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสารแต่งกลิ่นรสจากไทย



กระทรวงพาณิชย์ของจีนเตรียมทบทวนภาษีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสารแต่งกลิ่นรสจากไทยและอินโดนีเซีย หลังจากบริษัทผู้ผลิตในจีนเรียกร้องว่า อัตราภาษีดังกล่าวที่จีนกำหนดตั้งแต่เดือนกันยายน 2553 ที่ 6.3% สำหรับบริษัท PT. Cheil Jedang และ 6.9% สำหรับบริษัท PT. Kirin Miwon Foods ของอินโดนีเซีย และที่ 4.8% สำหรับบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะของไทยนั้นต่ำเกินไป และอ้างว่าทั้งสามบริษัทมีการทุ่มตลาดสารไดโซเดียม-5'-ไอโนซิเนต ไดโซเดียม-5'-กัวไนเลต และไดโซเดียม-5'-ไรโบนิวคลีโอไทด์ เกินโควต้าที่ระบุสำหรับอัตราภาษีที่กำหนด ซึ่งทั้งสามผลิตภัณฑ์ล้วนเป็นสารแต่งกลิ่นรสหลักที่บริษัทฯ ผลิต!

ทั้งนี้ สารไดโซเดียม-5'-ไอโนซิเนต ไดโซเดียม-5'-กัวไนเลต และไดโซเดียม-5'-ไรโบนิวคลีโอไทด์ ปัจจุบันใช้เป็นสารแต่งกลิ่นรสสำหรับสารโมโนโซเดียมกลูตาเมต (ผงชูรส) ซอสปรุงรส และกลุ่มสารปรุงรสที่ใช้แทนเกลือ (condiments)



ที่มา : Xinhua/ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครกว่างโจว
(19พ.ย.55)

สหรัฐฯ ปรับปรุงฐานข้อมูลมาตรฐานสารอาหาร

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ประกาศปรับปรุงฐานข้อมูลมาตรฐานสารอาหาร (National Nutrient Database) เป็นครั้งที่ 25 โดยจะครอบคลุมอาหาร 8,194 รายการ และส่วนประกอบอาหารถึง 146 ชนิด

ฐานข้อมูลดังกล่าวปัจจุบันเป็นมาตรฐานสำหรับการอ้างอิงในกฎระเบียบด้านอาหาร งานวิจัย และการศึกษาติดตามด้านโภชนาการอาหารในสหรัฐฯ

ศึกษาฐานข้อมูลได้ที่
&! nbsp;
http://www.ars.usda.gov/Services/docs.htm?docid=8964
ที่มา : TheMeatSite (19พ.ย.55)

ลุยสอบกรณีการเสียชีวิตในผู้บริโภคเครื่องดื่มชูกำลัง


สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ได้รับรายงานผู้ป่วยจำนวนถึง 92 ราย โดยจำนวน 33 ราย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเสียชีวิต 13 ราย หลังจากบริโภคเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งผู้ผลิตระบุว่ามีปริมาณคาเฟอีนเทียบเท่ากาแฟ 1 แก้ว และมีสารให้พลังงานรวมถึงกรดอะมิโนอื่นๆ เป็นส่วนผสม ทำให้ USFDA ออกประกาศเตือนผู้บริโภคว่า การดื่มเครื่องดื่มชูกำลังไม่สามารถบริโภคเพื่อทดแทนการพักผ่อนหรือการหลับได้ และควรปรึกษาสถานบริการสุขภาพเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีอาการป่วยหรือภาวะแฝงที่อาจได้รับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มชนิดดังกล่าว
ทั้งนี้ USFDA กำลังดำเนินการสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิต 5 ราย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังอีกยี่ห้อหนึ่งด้วย
ที่มา : FoodBusinessNews (19 พ.ย.55)

15 November 2012

ญี่ปุ่นพิจารณาขยาย "วันที่ควรบริโภคก่อน" สำหรับอาหารแปรรูป


คณะกรรมการพิจารณาการปรับขยาย "วันที่ควรบริโภคก่อน" ของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ประกอบด้วยผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกรวม 40 ราย ได้เห็นชอบให้มีการผ่อนปรนกฎ "One-third rule on food delivery" ที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารควรส่งถึงมือผู้ค้าปลีกภายใน 1 ใน 3 ของระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผลิตถึงวันที่ควรบริโภคก่อน (Best-before date) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งกว่า 8 ล้านตัน/ปี

ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารในญี่ปุ่นมักจะกำหนดวันที่ควรบร! ิโภคก่อนเร็วกว่าที่ประเทศอื่นกำหนด เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่น กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ในขณะที่ประเทศอื่นกำหนดที่ 10 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศขอให้กำหนดมาตรฐานสูง รวมทั้งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความชื้นสูง ส่งผลให้เกิดการส่งสินค้าที่เลยกำหนดเป็นจำนวนมาก
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว (14 พฤศจิกายน 2555)

ญี่ปุ่นพิจารณาขยาย "วันที่ควรบริโภคก่อน" สำหรับอาหารแปรรูป


คณะกรรมการพิจารณาการปรับขยาย "วันที่ควรบริโภคก่อน" ของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ประกอบด้วยผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกรวม 40 ราย ได้เห็นชอบให้มีการผ่อนปรนกฎ "One-third rule on food delivery" ที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารควรส่งถึงมือผู้ค้าปลีกภายใน 1 ใน 3 ของระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผลิตถึงวันที่ควรบริโภคก่อน (Best-before date) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งกว่า 8 ล้านตัน/ปี

ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารในญี่ปุ่นมักจะกำหนดวันที่ควรบร! ิโภคก่อนเร็วกว่าที่ประเทศอื่นกำหนด เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่น กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ในขณะที่ประเทศอื่นกำหนดที่ 10 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศขอให้กำหนดมาตรฐานสูง รวมทั้งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความชื้นสูง ส่งผลให้เกิดการส่งสินค้าที่เลยกำหนดเป็นจำนวนมาก
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว (14 พฤศจิกายน 2555)

TDRI วิจัยชี้ตัววัดความสำเร็จประชาคมอาเซียน ชี้ปรับขั้นตอนภาษี-บริการ-แรงงาน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้วิจัยถึง "ตัวชี้วัดความสำเร็จของประชาคมอาเซียน" โดยสำรวจและเก็บข้อมูลจากบริษัทเอกชน 30 แห่ง

ผลการสำรวจพบว่า 40-50% ของภาคเอกชนชี้ระบบภาษีอากรนำเข้า-ส่งออกยังไม่สะดวกและรวดเร็วเพียงพอ ต้องมีการพัฒนากระบวนการนำเข้าสินค้าและจัดการภาษีนำเข้าให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส พัฒนาระบบจัดเก็บภาษีอากรให้รวดเร็วมากขึ้น ประสานงานเพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างองค์ก! รในการออกสิทธิบัตรต่างๆ และการจัดทำให้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of origin) มีความยืดหยุ่นและง่ายขึ้นต่อการทำธุรกิจ

ทั้งนี้มุมมองของภาคเอกชนเห็นว่า บีโอไอยังมีข้อจำกัดในการส่งเสริมการลงทุน ทั้งควรพัฒนาและส่งเสริมความรู้ทางธุรกิจเชิงลึกรวมถึงพัฒนางานวิจัยภายในองค์กร รวมทั้งเสนอให้บีโอไอศึกษาช่องว่างของภาคธุรกิจภายในประเทศ และมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนที่เพิ่มมูลค่า สร้างการเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนต่างชาติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพการพัฒนาภายในประเทศ

ด้านตัวชี้วัดในข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) ของคุณสมบัตินักวิชาชีพอาเซียนและการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี ใน 7 สาขา ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ และนักบัญชีนั้น ผลวิจัยระบุว่า รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการสน! ับสนุนวิชาชีพและจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนส่งเสริมในการเคลื่อ! นย้ายแรง งานอย่างเสรี และส่งเสริมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียนให้เป็นวาระแห่งชาติ

ในประเด็นของการอำนวยความสะดวกทางการค้า ภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่า ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะพิธีศุลกากรเพื่อนำสินค้าเข้า โดยเห็นว่า รัฐบาลควรแต่งตั้งกรมศุลกากรให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบาย National Single Window เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ และควรจัดให้มีการพัฒนาทักษะบุคลากรโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แก่บุคลากรในองค์กรที่ต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ (14 พฤศจิกายน 2555)

EU เตรียมงดเว้นจัดเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสายการบิน 1 ปี


สหภาพยุโรปเตรียมงดเว้นการเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสายการบินที่เข้าใช้สนามบินประเทศสมาชิก ทั้งขาเข้าและขาออก เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 ถึงเดือนเมษายน 2557 เพื่อให้หน่วยงานการบินพลเรือนสากล (iCAO) ของสหประชาชาติ สรุปข้อมูลปริมาณการปลดปล่อยมลภาวะของสายการบิน ซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้ พร้อมทั้งให้แต่ละสายการบินส่งข้อมูลการปลดปล่อยคาร์บอนเพื่อใช้พิจารณาอัตราการจัดเก็บภาษีในอนาคต พร้อมกันนี้ ทางสหภาพยุโรปยังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากนานาประเทศเกี่ยวกับการพิจารณาข้อบังคับและการปฏิบัติตามกระบวนการจัดเก็บภาษีคาร์บอนด้วย
ที่มา : บางกอกโพสต์ (14 พฤศจิกายน 2555)

กฎระเบียบ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรป


สหภาพยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบ Regulation (EC) No 978/2012 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of preferences - GSP) มีสาระสำคัญดังนี้

1. ยกเลิกการให้สิทธิ GSP แก่ประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle income) จากเดิมที่ยกเลิกการให้สิทธิเฉพาะประเทศที่มีรายได้สูง (High income) และขยายเพดานส่วนแบ่งการนำเข้าที่ใช้เป็นเกณฑ์ระงับสิทธิ GSP รายสินค้า จากเดิมที่ระงับสิทธิเมื่อสินค้านั้นมีส่วนแบ่งการนำเข้าเฉลี่ย 3 ปี (โดยใช้ข้อมูลจาก Eurostat ของ! ปี 2552-2554) ติดต่อกันเกินร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 17.5 สำหรับสินค้าปกติ และร้อยละ 14.5 สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

2. หากไทยยังถูกจัดให้มีรายได้ระดับ Upper-middle ในปี 2555 จะถือว่าเข้าเกณฑ์ 3 ปีติดต่อกัน และถูกถอนชื่อจากบัญชีรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP โดยมีรายชื่อสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป ยาง และผลิตภัณฑ์ยาง โดยจะมีระยะเวลาปรับตัว 1 ปี หลังแจ้งการตัดสิทธิ ซึ่งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 และหากถูกตัดสิทธิจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557
3. หากไทยสามารถดำเนินการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป อาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าหรือดีกว่า และมีความถาวรกว่าที่ได้รับภายใต้ GSP

! ; &! nbsp;&nb sp;
กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โดยมีผลยกเลิกกฎระเบียบฉบับเดิม Regulation (EC) No 732/2008 และส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์ GSP ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2566
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (15 พฤศจิกายน 2555)

กฎระเบียบ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรป


สหภาพยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบ Regulation (EC) No 978/2012 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of preferences - GSP) มีสาระสำคัญดังนี้

1. ยกเลิกการให้สิทธิ GSP แก่ประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle income) จากเดิมที่ยกเลิกการให้สิทธิเฉพาะประเทศที่มีรายได้สูง (High income) และขยายเพดานส่วนแบ่งการนำเข้าที่ใช้เป็นเกณฑ์ระงับสิทธิ GSP รายสินค้า จากเดิมที่ระงับสิทธิเมื่อสินค้านั้นมีส่วนแบ่งการนำเข้าเฉลี่ย 3 ปี (โดยใช้ข้อมูลจาก Eurostat ของ! ปี 2552-2554) ติดต่อกันเกินร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 17.5 สำหรับสินค้าปกติ และร้อยละ 14.5 สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

2. หากไทยยังถูกจัดให้มีรายได้ระดับ Upper-middle ในปี 2555 จะถือว่าเข้าเกณฑ์ 3 ปีติดต่อกัน และถูกถอนชื่อจากบัญชีรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP โดยมีรายชื่อสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป ยาง และผลิตภัณฑ์ยาง โดยจะมีระยะเวลาปรับตัว 1 ปี หลังแจ้งการตัดสิทธิ ซึ่งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 และหากถูกตัดสิทธิจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557
3. หากไทยสามารถดำเนินการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป อาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าหรือดีกว่า และมีความถาวรกว่าที่ได้รับภายใต้ GSP

! ; &! nbsp;&nb sp;
กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โดยมีผลยกเลิกกฎระเบียบฉบับเดิม Regulation (EC) No 732/2008 และส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์ GSP ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2566
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (15 พฤศจิกายน 2555)

กฎระเบียบ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรป


สหภาพยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบ Regulation (EC) No 978/2012 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of preferences - GSP) มีสาระสำคัญดังนี้

1. ยกเลิกการให้สิทธิ GSP แก่ประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle income) จากเดิมที่ยกเลิกการให้สิทธิเฉพาะประเทศที่มีรายได้สูง (High income) และขยายเพดานส่วนแบ่งการนำเข้าที่ใช้เป็นเกณฑ์ระงับสิทธิ GSP รายสินค้า จากเดิมที่ระงับสิทธิเมื่อสินค้านั้นมีส่วนแบ่งการนำเข้าเฉลี่ย 3 ปี (โดยใช้ข้อมูลจาก Eurostat ของ! ปี 2552-2554) ติดต่อกันเกินร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 17.5 สำหรับสินค้าปกติ และร้อยละ 14.5 สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

2. หากไทยยังถูกจัดให้มีรายได้ระดับ Upper-middle ในปี 2555 จะถือว่าเข้าเกณฑ์ 3 ปีติดต่อกัน และถูกถอนชื่อจากบัญชีรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP โดยมีรายชื่อสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป ยาง และผลิตภัณฑ์ยาง โดยจะมีระยะเวลาปรับตัว 1 ปี หลังแจ้งการตัดสิทธิ ซึ่งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 และหากถูกตัดสิทธิจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557
3. หากไทยสามารถดำเนินการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป อาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าหรือดีกว่า และมีความถาวรกว่าที่ได้รับภายใต้ GSP

! ; &! nbsp;&nb sp;
กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โดยมีผลยกเลิกกฎระเบียบฉบับเดิม Regulation (EC) No 732/2008 และส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์ GSP ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2566
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (15 พฤศจิกายน 2555)

กฎระเบียบ GSP ใหม่ของสหภาพยุโรป


สหภาพยุโรปได้ประกาศกฎระเบียบ Regulation (EC) No 978/2012 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of preferences - GSP) มีสาระสำคัญดังนี้

1. ยกเลิกการให้สิทธิ GSP แก่ประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle income) จากเดิมที่ยกเลิกการให้สิทธิเฉพาะประเทศที่มีรายได้สูง (High income) และขยายเพดานส่วนแบ่งการนำเข้าที่ใช้เป็นเกณฑ์ระงับสิทธิ GSP รายสินค้า จากเดิมที่ระงับสิทธิเมื่อสินค้านั้นมีส่วนแบ่งการนำเข้าเฉลี่ย 3 ปี (โดยใช้ข้อมูลจาก Eurostat ของ! ปี 2552-2554) ติดต่อกันเกินร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 17.5 สำหรับสินค้าปกติ และร้อยละ 14.5 สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

2. หากไทยยังถูกจัดให้มีรายได้ระดับ Upper-middle ในปี 2555 จะถือว่าเข้าเกณฑ์ 3 ปีติดต่อกัน และถูกถอนชื่อจากบัญชีรายชื่อประเทศผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ GSP โดยมีรายชื่อสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป ยาง และผลิตภัณฑ์ยาง โดยจะมีระยะเวลาปรับตัว 1 ปี หลังแจ้งการตัดสิทธิ ซึ่งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 และหากถูกตัดสิทธิจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557
3. หากไทยสามารถดำเนินการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป อาจจะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าหรือดีกว่า และมีความถาวรกว่าที่ได้รับภายใต้ GSP

! ; &! nbsp;&nb sp;
กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โดยมีผลยกเลิกกฎระเบียบฉบับเดิม Regulation (EC) No 732/2008 และส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์ GSP ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2566
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป (15 พฤศจิกายน 2555)

07 November 2012

จีนเสนอแผน FTA ร่วมเอเชีย สู้กลุ่มทรานส์แปซิฟิก



จีนวางแผนเจรจาเพื่อการรวมตัวทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก โดยเตรียมก่อตั้งหุ้นส่วนเศรษฐกิจครอบคลุมระดับภูมิภาค (RCEP) ประกอบด้วยประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ และกลุ่มเอเชียแปซิฟิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หลังสหรัฐฯ เตรียมจัดตั้งหุ้นส่วนเศรษฐกิจทรานส์แปซิฟิก (TPP) โดยไม่มีนโยบายเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

RCEP มีเป้าหมายจะบรรลุข้อตกลงลดกำแพงการค้าทั่วภูมิภาคภายในสิ้นปี 2558 ซึ่งการรวมตัวของ RCEP จะทำให้มีขนาดของเศรษฐกิจเทียบเท่าสหภาพยุโรป และเทียบเท่ากับ TPP ซึ่งจีนได้ยอมรับหลักการที่ RCEP จะประกอบด้วยกลุ่ม ASEAN+6 ตามที่ญี่ปุ่นเสนอ จากเดิมที่ต้องการเพียง ASEAN+3 และคาดว่าจะมีการประกาศการก่อตั้ง RCEP อย่างเป็นทางการในเวทีประชุมอาเซียนที่พนมเปญภายในเดือนพฤศจิกายนนี้



ที่มา : ไทยโพสต์ (7พ.ย.55)

อย. สั่งเก็บบะหมี่เกาหลี หวั่นพบสารก่อมะเร็ง


สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ขอความร่วมมือให้ผู้นำเข้าเรียกคืนสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ "นองชิม" ที่นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ หลังฟิลิปปินส์ตรวจพบสาร "เบนโซไพรีน" ในเครื่องปรุงรส ซึ่งทำให้จีน ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้สั่งเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินการตรวจสอบสารก่อมะเร็งในตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์



ที่มา : ไทยโพสต์ (7พ.ย.55)

05 November 2012

กระทรวงสาธารณสุขฯ ญี่ปุ่นตรวจเข้มสาร Difenoconazole และ สาร Flusilazole ในสินค้าเกษตรจากไทย



1. สธ.ญี่ปุ่น ปรับระดับการสุ่มตรวจสาร Difenoconazole ในพริกแดง นำเข้าจากไทยเป็นร้อยละ 30 ตั้งแต่ 5 ต.ค. 55 เป็นต้นไป เนื่องด้วยตรวจพบสารเคมีดังกล่าวตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 0.02 ppm (MRL 0.01 ppm) ในสินค้าพริกแดงแช่แข็ง โดยระบุว่า หากตรวจพบสารดังกล่าวเกินมาตรฐานอีก จะทำการกักกันพริกแดงทุกรุ่นจากไทย

2. สธ.ญี่ปุ่น ปรับระดับการสุ่มตรวจสาร Difenoconazole ในถั่วลันเตา (รวมทั้งถั่วหวาน)นำเข้าจากไทยเป็นร้อยละ 30 ตั้งแต่ 31 ม.ค. 55 เป็นต้นมา แต่เนื่องด้วยมีการตรวจพบสารเคมีดังกล่าวตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 0.02 ppm (MRL 0.01 ppm) ในสินค้าถั่วหวานเมื่อ 27 ก.ย. 55 เป็นผลให้ญี่ปุ่นพิจารณาดำเนินการกักกันถั่วลันเตาทุกรุ่นที่นำเข้าจากไทย ตั้งแต่ 17 ต.ค. 55 เป็นต้นไป และ มีรายงานเพิ่มเติมว่ามีการตรวจพบสาร Husilazole เกินค่ามาตรฐาน 0.05 ppm (MRL 0.01 ppm) ในถั่วหวานนำเข้าจากไทย เช่นกัน ทำให้ขณะนี้ สธ. ญี่ปุ่นสั่งการให้ด่านนำเข้ากักกันถั่วลันเตา (รวมทั้งถั่วหวาน) ทุกรุ่นที่นำเข้าจากไทย เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของสาร Husilazole เพิ่มเติมจากสาร Difenoconazole



ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว (5พ.ย.55)

อินโดเข้มออกระเบียบใหม่เข้มนำเข้าผลไม้ กระทบส่งออกไทย เกษตรเร่งเจรจาเขตปลอดศัตรูพืชและการยอมรับร่วม


ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดส่งคณะผู้แทนไทยประกอบด้วยผู้อำนวยการกองนโนบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร และผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกับกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซีย ทั้งหน่วยงานรับผิดชอบออกใบแนะนำก่อนนำเข้าพืชสวน (RIPH) และหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องเขตปลอดศัต! รูพืชและการทำการยอมรับร่วม (MRA) รวมทั้งเข้าร่วมกับผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในการเข้าพบหารือกับกระทรวงการค้าซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบออกใบอนุญาตนำเข้า (Import permit) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย สรุปสาระสำคัญดังนี้

๑. จากการที่ในช่วงที่ผ่านมาอินโดนีเซียได้ออกระเบียบใหม่หลายฉบับ รวมทั้งได้มีการปรับปรุงแก้ไข และยกเลิก โดยให้มีการบังคับใช้ตั้งแต่ 28 ตุลาคม 2555 ซึ่งจะมีขั้นตอนต่างๆในการนำเข้าสินค้ากลุ่มพืชหัว ผัก ผลไม้และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นมาก โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ส่งออกไทยคือ ผู้นำเข้าของอินโดนีเซียต้องยื่นขอใบแนะนำจากกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซียโดยต้องแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น รายชื่อผู้ส่งออก รายชื่อฟาร์มและโรงคัดบรรจุที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ปริมาณสินค้าที่ต้องการส่งออกมาอินโดนีเซีย เป็นต้น ! ซ! ึ่งกระทร วงเกษตรอินโดนีเซียจะออกใบแนะนำให้โดยระบุว่าจะนำเข้าได้จำนวนเท่าไรโดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น การผลิตภายในประเทศของอินโดนีเซีย ช่วงเวลาผลิต ความต้องการบริโภค เป็นต้น หลังจากนั้นผู้นำเข้าจะต้องนำใบแนะนำนี้ไปขอออกใบอนุญาตนำเข้าจากกระทรวงการค้าของอินโดนีเซียก่อนจึงจะนำเข้าสินค้าได้

๒. ฝ่ายไทยได้มีการชี้แจงว่า เนื่องจากความซับซ้อนของกฎระเบียบประกอบกับเพิ่มขั้นตอนต่างๆรวมทั้ง เป็นเรื่องใหม่ทำให้เกิดความสับสนทั้งกับผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และเจ้าหน้าที่ จึงขอให้อินโดนีเซียพิจารณาทบทวนและขยายระยะเวลาในการบังคับใช้ไปก่อนเมื่อมิให้กระทบต่อการค้า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอินโดนีเซียแจ้งว่าสินค้าเป้าหมายที่อยู่ในระเบียบหากมาถึงด่านนำเข้าอินโดนีเซียหลังวันที่ 28 ตุลาคม จะต้องปฏิบัติตามระเบียบนี้ มิฉะนั้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้า

ทั้งนี้หากมีใบแนะนำ! แล้ว ฝ่ายอินโดนีเซียยืนยันว่าจะสามารถออกใบอนุญาตนำเข้าได้ภายใน 5 วันทำการและไม่มีความยุ่งยากในการขอเนื่องจากเป็นการยื่นขอแบบออนไลน์ สำหรับใบแนะนำในรอบนี้ (นำเข้าได้จนถึงสิ้นปี 2555) เนื่องจากมีคำขอเข้ามาเป็นจำนวนมากถึง 1,800 คำขอจึงได้ขยายระยะเวลาในการออกให้จนถึงภายใน 23 ธันวาคม สำหรับการนำเข้าในปีหน้าจะแจ้งรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

๓. ในส่วนของผลไม้ไทยที่ส่งออกไปอินโดนีเซียที่จะได้รับผลกระทบจากระเบียบนี้คือ ลำไย ทุเรียนและมะม่วง และพืชสวน คือ หอมแดง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ลำไยของไทยบางตู้ถูกกักกันอยู่ที่ด่านและส่งออกมาแล้วหลัง 28 ตุลาคมจะมาถึงอินโดนีเซียในสัปดาห์หน้าเป็นสินค้าที่ผู้นำเข้ามีใบแนะนำหมดแล้ว แต่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตนำเข้า ซึ่งหากเป็นไปตามที่อินโดนีเซียยืนยันก็คาดว่าสินค้าจะสามารถตรวจปล่อยได้ ไม่มีปัญหา

๔. สำหรับลำไย และทุเรียนของไทยนั้น ปัจจุบันสามารถส่งออกเข้าไปได้ทุกด่านนำเข้าของอินโดนีเซีย แต่มะม่วงและหอมแดงไม่สามารถส่งเข้าไปยังด่านทางเรือของจาการ์ตาได้ แต่ต้องส่งเข้าที่เมืองสุราบายาก่อนขนส่งเข้ามายังจาการ์ตา ทำให้มีปัญหาต้นทุนขนส่งเพิ่มและมีปัญหาเรื่องอายุเก็บรักษาในกรณีของมะม่วง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้ยื่นขอทำการยอมรับร่วมหรือ เอ็มอาร์เอ กับอินโดนีเซียแล้วโดยจะขอขยายให้ครอบคลุมทุกสินค้าที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซีย สำหรับในส่วนของหอมแดงจะตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศัตรูพืชก่อนว่าจะขอยื่นทำเขตปลอดศัตรูพืชแทนหรือจะทำการยอมรับร่วมพร้อมกับพืชอื่นว่าอย่างไหนจะใช้ระยะเวลาเสร็จเร็วกว่า ซึ่งหากทำเขตศัตรูพืชหรือการยอมรับร่วมแล้ว สินค้าจะสามารถส่งเข้าได้ทุกด่านนำเข้าแล! ะไม่ต้องถูกตรวจสอบ สารตกค้างที่ด่านนำเข้า

๕. กรณีเซอเวย์เยอ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการส่งออกนั้น สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงจาการ์ตาจะประสานงานกับหน่วยงานเซอเวย์เยอของอินโดนีเซียกับของไทย เพื่อให้ผู้ส่งออกของไทยสามารถใช้บริการจากเซอร์เวย์เยอได้เมื่อมีการบังคับใช้ระเบียบเรื่องนี้

๖. ปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกผลไม้และพืชสวนที่สำคัญของไทยหลายรายการ เช่น ลำไย ทุเรียน หอมแดงของไทย โดยไทยส่งออกในปี 2554 ประมาณ 2,100 ล้านบาท 600 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นสินค้ารังนกและสินค้าประมงเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตของโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์รังนกและประมง การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในรายการเหล่านี้มีอัตราการขยายตัวสูง ! ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามกฎระเบียบต่างๆ ประ! เด็นปัญห าทีเกิดขึ้นรวมทั้งเร่งรัดการเจรจาเขตปลอดศัตรูพืชและการยอมรับร่วม ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีปัญหาประการใดสามารถแจ้งได้ที่ มกอช. หรือกรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ



ที่มา : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (5 พ.ย.55)

เวียดนามผงาดผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก


เวียดนามผงาดผู้นำส่งออกข้าวของโลก หลังไทยสามารถส่งออกข้าวได้เพียง 5.2 ล้านตันในปี 2555 แบ่งเป็นการตกลงซื้อขายระดับรัฐต่อรัฐประมาณ 1.3 ล้านตัน และจากผู้ประกอบการส่งออกประมาณ 3.9 ล้านตัน ทำให้ปริมาณการส่งออกรวมตามหลังเวียดนามที่มียอดส่งออก 5.9 ล้านตัน และอินเดีย 5.6 ล้านตัน ผู้ประกอบการชี้นโยบายจำนำข้าวเป็นสาเหตุหลักทำให้ยอดส่งออกลดลงถึง 47% แม้จะสามารถจำหน่ายข้าวได้ราคาสูงขึ้นก็ตาม กระนั้นนายทิฆัมพร นาทวรทัต รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แสดงความมั่นใจว่าไทยจะยังมีศักยภาพในการกลับมาเป็นผู้นำได้อีกครั้ง เนื่องจากอินเดียอาจประสบปัญหาการขนส่งผลิตภัณฑ์ข้าว ส่วนเวียดนามก็กำลังมีปัญหาภัยแล้งในขณะนี้



ที่มา : BangkokPost (5 พ.ย.55)




จีนพร้อมเอาจริง-ลุยจับสินค้าปลอมแปลง



สำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ได้ตรวจพบสินค้าปลอมแปลงกว่า 54,200 รายการ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 คิดเป็นมูลค่ากว่า 498.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) โดยมี 731 รายการ ที่ถูกส่งไปดำเนินคดีที่องค์กรด้านความมั่นคงของรัฐ

นอกจากการตรวจสอบตลาดภายในประเทศแล้ว AQSIQ ได้ตรวจสอบสินค้าส่งออกกว่า 4,300,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 278,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,600,000 ล้านบาท) และพบว่ามีสินค้า 9,047 รายการ ที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน คิดเป็นมูลค่า 2,620 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 81,000 ล้านบาท) โดย AQSIQ เตรียมยกระดับการเฝ้าระวังในผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก อาหาร สินค้าเกษตร และวัสดุก่อสร้าง เพื่อรับมือกับสินค้าปลอมแปลงในท้องตลาด



ที่มา : ChinaDaily (5พ.ย.55)