24 February 2012
ผู้ผลิตเรียกร้อง USFDA ตรวจ carbendazim ปนเปื้อนในน้ำส้มเจือจางแทนน้ำส้มเข้มข้น
สมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ผลไม้และน้ำผลไม้สหรัฐฯ (JPA) แสดงความไม่พอใจต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของสมาคมที่ให้ตรวจวัดระดับสาร carbendazin ปนเปื้อนในน้ำส้มเจือจางสำหรับการบริโภคแทนการตรวจวัดระดับสารดังกล่าวในน้ำส้มเข้มข้น โดยสมาคมให้เหตุผลว่าไม่มีผู้บริโภคคนใดดื่มน้ำส้มชนิดเข้มข้น
นอกจากนี้ สมาคมผู้ส่งออกส้มบราซิล (Citrus BR) ยังเรียกร้องให้ FDA ทบทวนระดับสาร carbendazim ที่อนุญาตให้ปนเปื้อนในน้ำส้มนำเข้าของ FDA เนื่องจาก FDA ยืนยันที่จะห้ามนำเข้า! น้ำส้มปนเปื้อน carbendazim ตั้งแต่ 10 ppb แม้ว่าองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า ระดับสาร carbendazim ปนเปื้อนที่ 80 ppb ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ตาม ด้าน FDA ออกมาชี้แจงการปฏิเสธข้อเรียกร้องของสมาคมโดยให้เหตุผลว่า FDA มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องระบบความปลอดภัยอาหารเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังเป็นหน้าที่ของผู้นำเข้าที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน สหรัฐฯ กักกัน หรือ ปฏิเสธน้ำส้มนำเข้าจำนวน 24 ล็อต โดยเป็นน้ำส้มจากบราซิล 12 ล็อต เนื่องจากตรวจพบสาร carbendazim ปนเปื้อนตั้งแต่ 10 ppb ในตัวอย่าง
ที่มา : Food Production Daily (24/02/55)
ผู้เสียชีวิตจากการบริโภคแคนตาลูปปนเปื้อน listeria ในสหรัฐฯ เพิ่มเป็น 34 ราย
จนถึงขณะนี้ ในสหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคแคนตาลูปปนเปื้อนเชื้อ Listeria ที่ผลิตและบรรจุหีบห่อโดยบริษัท Jensen Farms ทั้งหมด 34 ราย โดยผู้เสียชีวิตคนล่าสุดเป็นชายวัย 68 ปี เสียเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่คาดว่ามีผู้ป่วยจากการบริโภคแคนตาลูปปนเปื้อน listeria อย่างน้อย 146 รายใน 28 รัฐ ซึ่งนับว่าเป็นการติดเชื้อเกี่ยวกับอาหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบเกือบ 100 ปี
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากรัฐโคโลราโดระบุว่า นอกจากการขนส! ่งแคนตาลูปมายังห้องแช่เย็น ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ทำความสะอาดยากและน้ำในสระน้ำในโรงงานบรรจุหีบห่อยังเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การแพร่เชื้อ listeria อีกด้วย
ที่มา : Food Safety News (24/02/55)
14 February 2012
ญี่ปุ่นพิจารณาเพิ่มอายุวัวถูกเชือดจากสหรัฐฯ เป็น 30 เดือน
ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเพิ่มอายุวัวที่ถูกเชือดจากสหรัฐฯ จาก 20 เดือนเป็น 30 เดือนซึ่งญี่ปุ่นได้กำหนดอายุวัวที่ถูกเชือดหลังจากเกิดโรควัวบ้า (BSE) ในปี 2546 ซึ่งทำให้ปริมาณการส่งออกเนื้อวัวจากสหรัฐฯไปยังญี่ปุ่นลดลงจนเกือบเป็น 0 แต่หลังจากนั้นปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดยในปี 2554 (มกราคม - พฤศจิกายน) สหรัฐฯส่งออกเนื้อวัวไปยังญี่ปุ่น 148,182 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 29 % คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 812.1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 38 % เมื่อเทียบกับปี 2553 นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Global Trade Atlas รายงานว่าสัดส่วนมูลค่! าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ ในตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 24 % ส่งผลให้มูลค่าเนื้อวัวของออสเตรเลียในตลาดญี่ปุ่นลดลง
จากการจำกัดอายุวัวที่ 20 เดือนทำให้มีวัวสหรัฐฯเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่สามารถส่งออกได้ การเพิ่มอายุจะทำให้กว่า 90 % ของวัวสหรัฐฯสามารถส่งออกได้ คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงการจำกัดอายุจะทำให้ในปี 2555 สหรัฐฯสามารถส่งเนื้อวัวมายังญี่ปุ่นเพิ่ม 184 ล้านตัน
ทั้งนี้ แม้ว่ายังไม่มีการกำหนดการที่แน่นอนแต่คาดว่าจะทราบผลการพิจารณาในช่วงฤดูร้อน ปี 2555
ที่มา : The Meat Site (14/02/55)
โดยในปี 2554 (มกราคม - พฤศจิกายน) สหรัฐฯส่งออกเนื้อวัวไปยังญี่ปุ่น 148,182 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 29 % คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 812.1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 38 % เมื่อเทียบกับปี 2553 นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Global Trade Atlas รายงานว่าสัดส่วนมูลค่! าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ ในตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 24 % ส่งผลให้มูลค่าเนื้อวัวของออสเตรเลียในตลาดญี่ปุ่นลดลง
จากการจำกัดอายุวัวที่ 20 เดือนทำให้มีวัวสหรัฐฯเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่สามารถส่งออกได้ การเพิ่มอายุจะทำให้กว่า 90 % ของวัวสหรัฐฯสามารถส่งออกได้ คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงการจำกัดอายุจะทำให้ในปี 2555 สหรัฐฯสามารถส่งเนื้อวัวมายังญี่ปุ่นเพิ่ม 184 ล้านตัน
ทั้งนี้ แม้ว่ายังไม่มีการกำหนดการที่แน่นอนแต่คาดว่าจะทราบผลการพิจารณาในช่วงฤดูร้อน ปี 2555
ที่มา : The Meat Site (14/02/55)
13 February 2012
พาณิชย์ขอสหรัฐฯ ต่ออายุ GSP
สินค้าอาหาร – ผลไม้แปรรูปและถุงพลาสติกเตรียมเฮ หลังจากบริษัทสหรัฐเข้าร่วมชี้แจงต่ออายุ GSP คาดเดือนเมษานี้ รู้ผล
นางเกษสิริ ศิริภากรณ์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยว่าไทยได้ชี้แจงขอต่ออายุโครงการสิทธิพิเศาทางภาษีศุกากร (GSP)แก่ประเทศกำลังพัฒนาต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยสาระสำคัญคือการเสนอผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และเกษตรกรไทยจะได้รับผลกระทบหากสินค้าไทยถูกตัดสิทธิ ซึ่งการให้ข้อมูลครั้งนี้ มีบริษัทสหรัฐฯ ท! ี่เข้ามาลงทุนในไทยร่วมชี้แจงด้วย
ทั้งนี้การขอคืนสิทธิกรณี Redesignation สินค้าที่ถูกระงับสิทธิ ขอผ่อนผันไม่ให้ระงับสิทธิกรณี DE Minimis Waive สำหรับสินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดนำเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ 50 % ขึ้นไป กลุ่มสินค้าที่ได้ชี้แจงได้แก่ อาหารซึ่งการส่งออกผลไม้พร้อมรับประทานของบริษัท Dole ที่นำเข้ามาอยู่ในหมวดสินค้าอาหารทำให้หมวดนี้มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นมาจนเกินเพดานที่สหรัฐกำหนด ไทยจึงต้องชี้แจงเพื่อไม่ให้สหรัฐฯตัดสิทธิสินค้านี้ ส่วนสินค้ารายการอื่นๆได้แก่ ถุงมือยาง เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ
นางเกษสิริกล่าวว่า ปี 2555 แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปแต่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ จะทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องรีบกระตุ้นเศรษฐกิจและประชาชนสหรัฐฯจะกลับมาบริโภคอีกครั้ง จึงเป็นโอกาสการส่งออกสินค้าของไทย ซึ่งการได้รับสิทธิ GSP จะส่งเสริมการส่งออกสินค้! าไทยได้มากขึ้น และคาดว่าจะมีการประกาศผลการพิจารณาในเดือนเมษายน! 2555 ซึ ่งถ้าไทยได้รับสิทธิดังกล่าวต่อ จะมีผลให้ไทยได้ใช้สิทธิดังกล่าวไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (13/02/55)
ปี 54 ชาวจีนเสียชีวิต 137 จากอาการอาหารเป็นพิษ
กระทรวงสาธารณสุขจีนรายงานว่าในปี 2554 ชาวจีน 8,324 รายเจ็บป่วยจากอาการอาหารเป็นพิษ และในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตจำนวน 137 ราย เมื่อเทียบกับรายงานประจำปี 2553 พบว่าจำนวนผู้ป่วยจากอาการอาหารเป็นพิษ เพิ่มขึ้น 13 % ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตลดลง 26 %
ส่วนคดีเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษในปี 2554 มีทั้งหมด 189 คดี ลดลง 14 % เมื่อเทียบกับปี 2553
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 หรือช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2553 เป็นไตรมาสที่นับว่าเกิดคดีเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษมากที่สุด เนื่องจากมีคดีอาหารเป็นพิษคิดเป็นสัดส่วน 39 % และคดีการเสียชีวิตที่เก! ี่ยวข้องกับอาการอาหารเป็นพิษคิดเป็นสัดส่วน 45 % จากคดีอาหารเป็นพิษของทั้งปี 2554
ที่มา : Xinhua (10/02/55)
07 February 2012
วิจัยชี้ทวิตเตอร์เลิกยากยิ่งกว่าเหล้า,บุหรี่
โดย กองบรรณาธิการเว็บไซต์ ARiP.co.th - 6 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 07:49 น.พิมพ์หน้านี้ส่งหน้านี้ให้เพื่อนแสดงความคิดเห็นปรับขนาดอักษร ข่าวทิปคลิปFacebook77[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] ผลการศึกษาวิจัยล่าสุดจากบูธ บิซิเนส สคูล ของมหาวิทยาลัยชิคาโกอ้างว่า ทวิตเตอร์ (Twitter) และอีเมล์ (e-mail) เมื่อใช้จนติดแล้ว เลิกยากกว่าเหล้า และบุหรี่เสียอีก โดยทีมวิจัยสรุปสาเหตุสำคัญมาจากการที่มันเป็น"สื่อ"ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และสามารถใช้ได้ทันที คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip เห็นด้วยกับประเด็นนี้ หรือเปล่าครับ?
ผลวิจัยดังกล่าวมาจากการทดลองกับอาสาสมัคร 205 รายที่มีอายุระหว่าง 18 - 85 ปี โดยผู้เข้าร่วมจะถูกทำสำรวจ 7 ครั้งต่อวันๆ ละมากกว่า 14 ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งข้อมูลที่เก็บจะเป็นความรู้สึกต้องการใช้งานขณะนั้นว่า ต้องการใช้ในระดับห้ามใจไม่ได้ (ไม่ได้ทวีต หรือตรวจเช็คเมล์แล้วรู้สึกอึดอัด) หรือหยุดใช้งานได้โดยไม่ฝืนความรู้สึก ผลปรากฎว่า จากการตอบสนอง 10,558 ครั้งมีจำนวนผู้ทดสอบมากถึง 7,872 ครั้ง (ประมาณ 80%) ที่ตอบว่า "เกิดจากความอยาก(สูงสุดถึงระดับเกินห้ามใจ)"
อย่างไรก็ตาม โดยปกติเวลาเครียด คนทั่วไป หรือพนักงานมักจะหาทางออกด้วยการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า แต่หลังจากหันมาติด Twitter แล้ว พวกเขากลับมีความรู้สึกอยากบุหรี่ เหล้า และกาแฟน้อยลง แต่กลับรู้สึกอยากส่งข้อความ 140 ตัวอักษรกับทวิตเตอร์มากกว่า ทีมวิจัยเชื่อว่า ความปรารถนาในการใช้สื่ออาจจะขัดขืนยากกว่า (เหล้า, บุหรี่) เนื่องจากความทีมันมีอยู่ทั่วไปของบริการที่สามารถใช้ได้ทันที (สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, โน้ตบุ๊ค) แถมยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการมีกิจกรรมลักษณะนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้บริโภคในปัจจุบันจึงติดบริการพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่เลิกยากกว่าบุหรี่ เหล้า และกาแฟ อืม...จริงอ่ะ?
ผลวิจัยดังกล่าวมาจากการทดลองกับอาสาสมัคร 205 รายที่มีอายุระหว่าง 18 - 85 ปี โดยผู้เข้าร่วมจะถูกทำสำรวจ 7 ครั้งต่อวันๆ ละมากกว่า 14 ชั่วโมงต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งข้อมูลที่เก็บจะเป็นความรู้สึกต้องการใช้งานขณะนั้นว่า ต้องการใช้ในระดับห้ามใจไม่ได้ (ไม่ได้ทวีต หรือตรวจเช็คเมล์แล้วรู้สึกอึดอัด) หรือหยุดใช้งานได้โดยไม่ฝืนความรู้สึก ผลปรากฎว่า จากการตอบสนอง 10,558 ครั้งมีจำนวนผู้ทดสอบมากถึง 7,872 ครั้ง (ประมาณ 80%) ที่ตอบว่า "เกิดจากความอยาก(สูงสุดถึงระดับเกินห้ามใจ)"
อย่างไรก็ตาม โดยปกติเวลาเครียด คนทั่วไป หรือพนักงานมักจะหาทางออกด้วยการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า แต่หลังจากหันมาติด Twitter แล้ว พวกเขากลับมีความรู้สึกอยากบุหรี่ เหล้า และกาแฟน้อยลง แต่กลับรู้สึกอยากส่งข้อความ 140 ตัวอักษรกับทวิตเตอร์มากกว่า ทีมวิจัยเชื่อว่า ความปรารถนาในการใช้สื่ออาจจะขัดขืนยากกว่า (เหล้า, บุหรี่) เนื่องจากความทีมันมีอยู่ทั่วไปของบริการที่สามารถใช้ได้ทันที (สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, โน้ตบุ๊ค) แถมยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการมีกิจกรรมลักษณะนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้บริโภคในปัจจุบันจึงติดบริการพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่เลิกยากกว่าบุหรี่ เหล้า และกาแฟ อืม...จริงอ่ะ?
Subscribe to:
Comments (Atom)