Pages

21 October 2011

จีนตั้งศูนย์ประเมินความปลอดภัยอาหาร ณ กรุงปักกิ่ง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2554 จีนเปิดศูนย์ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารแห่งชาติ ณ กรุงปักกิ่ง โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ให้บริการสนับสนุนทางเทคโนโลยีในการประเมิน ติดตาม เตือนภัย สื่อสารด้านความเสี่ยงทางความมั่นคงทางอาหารและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ซึ่งศูนย์ดังกล่าวได้จัดตั้งหน่วยติดตามกว่า 300 แห่งทั่วจีน ซึ่งรวมถึงในซูเปอร์มาร์เก็ตและตลาดสินค้าเกษตร

นาย Chen Zhu รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าการจัดตั้งศูนย์ฯ เป็นก้าวสำคัญของจีนในการดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร และกระตุ้นให้ศูนย์มีบทบาทในการช่วยทางการในการตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์

ตั้งแต่ปี 2553 จีนได้จัดตั้งระบบติดตามความเสี่ยงความปลอดภัยอาหารทั่วประเทศ คณะกรรมการแห่งชาติที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอาหารและคณะกรรมการพิจารณามาตรฐานความปลอดภัยอาหารแห่งชาติ




ที่มา : Xinhua (14 ตุลาคม 2554

17 October 2011

UN เรียกร้องให้โลกจัดการปัญหาราคาอาหารแพง

องค์การสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้ประชาคมโลกจัดการปัญหาความมั่นคงทางอาหารโลกเนื่องจากรายงาน The State of Food Insecurity in the World 2011 ซึ่งจัดทำโดย UN ระบุว่า ราคาอาหารที่สูงขึ้นอาจดำเนินต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า

รายงานยังระบุว่าประเทศขนาดเล็กที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะในแอฟริกา มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญปัญหาความยากจนและความไม่มั่นคงทางอาหาร และแม้ว่าปฏิญญา The Millennium Development Goals มีเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้สำเร็จภายใน พ.ศ. 2558 ก็ตาม แต่ประชากรประมาณ 600 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาอาจจะยังคงขาดแคลนอาหาร

&nbs! p; ข้อเรียกร้องของ UN ต่อรัฐบาลประเทศต่างๆมีดังนี้

· ใช้นโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มผลผลทางการเกษตรจากภาคเอกชนที่โปร่งใสและมีสภาพแวดล้อมที่กำกับดูแลได้
· ลดอาหารเหลือในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยการให้การศึกษาและนโยบาย
· ลดการสูญเสียคุณค่าทางอาหารในประเทศที่กำลังพัฒนาโดยกระตุ้นการลงทุนในห่วงโซ่แห่งคุณค่า โดยเฉพาะหลังกระบวนการเก็บเกี่ยว
· จัดหาแหล่งชลประทานที่มีประสิทธิภาพ
·! ; ปรับปรุงการบริหารจัดการที่ดิน
&nb! sp; ; · วิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงเมล็ดพันธุ์

ราคาอาหารอาจผันผวนมากขึ้นใน 10 ปีข้างหน้าเนื่องจากความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้น ประชากรเพิ่ม การเติบโตของเชื้อเพลิงชีวภาพ และสภาพอากาศที่รุนแรง


ที่มา : AFN(17/10/54)

10 October 2011

สิ่งที่คุณควรทำ : หลังจากได้รับการเตือนภัยจากหน่วยงานด้านเตือนภัยข่าวน้ำท่วม

1. ติดตามการประกาศเตือนภัยจากสถานีวิทยุท้องถิ่น โทรทัศน์หรือรถแจ้งข่าวน้ำท่วม
2. ถ้ามีการเตือนภัยข่าวน้ำท่วมฉับพลันและคุณอยู่ในพื้นที่หุบเขาให้ปฎิบัติดังนี้
- ปีนขึ้นที่สูงให้เร็วสุดเท่าที่จะทำได้
- อย่าพยายานำสัมภาระติดตัวไปมากเกินไป ให้คิดว่าชีวิตสำคัญที่สุด
- อย่าพยายามวิ่งหรือขับรถผ่านบริเสณน้ำหลาก
3. ดำเนินการตามแผนรับมือน้ำท่วมที่ได้วางแผนไว้แล้ว
4. ถ้ามีการเตือนภัยการเฝ้าระวังน้ำท่วมจะยังมีเวลาในการเตรียมแผนรับมือน้ำท่วม
5. ถ้ามีการเตือนภัยจากข่าวน้ำท่วมและคุณอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง
ควรปฎิบัติดังนี้
- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊ซถ้าจำป็น
- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล่างจาน
- พื้นที่ห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้าน
- อ่านวิธีการที่ทำให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่ออยู่นอกบ้าน
- ล็อคประตูบ้านและอพยพขึ้นที่สูง
- ถ้าไม่มีที่ปลอดภัยบนที่สูง ให้ฟังข้อมูลจากวิทยุหรือโทรทัศน์เกี่ยวกับสถานที่หลบภัยของหน่วยงาน
6. หากบ้านพักอาศัยของคุณไม่ได้อยู่ในที่น้ำท่วมถึง
- อ่านวิธีการที่ทำให้ความปลอดภัยเมื่ออยู่ในบ้าน
7. หากบ้านพักอาศัยของคุณไม่ได้อยู่ในที่น้ำท่วมถึงแต่อาจมีน้ำท่วมในห้องใต้ดิน
- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องใต้ดิน
- ปิดแก็ซหากคาดว่าน้ำจะท่วมเตาแก็ซ
- เคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นข้างบน
- ห้ามอยู่ในห้องใต้ดิน เมื่อมีน้ำท่วมถีงบ้าน

น้ำท่วมฉับพลัน
คือ น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากในบริเวณที่ลุ่มต่ำ ในแม่น้ำ ลำธารหรือร่องน้ำที่เกิดจากฝนที่ตกหนักมากติดต่อกันหรือจากพายุฝนที่เกิดซ้ำที่หลายครั้ง น้ำป่าอาจเกิดจากที่สิ่งปลูกสร้างโดยมนุษย์ เช่น เขื่อนหรือฝายพังทลาย
- ถ้าได้ยินการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันให้วิ่งไปบนที่สูงทันที
- ออกจารถและที่อยู่ คิดอย่างเดียวว่าต้องหนี
- อย่าพยายามขับรถหรือวิ่งย้อนกลับไปทางที่ถูกน้ำท่วม

ปลอดภัยไว้ก่อนเมื่ออยู่นอกบ้าน
- ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหล
มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตจากจมน้ำตายในขณะที่น้ำกำลังมาความสูงของน้ำแค่ 15 ซม. ก็ทำให้เสียหลักล้มได้ ดังนั้นถ้ามีความจำเป็นต้องเดินผ่านที่น้ำไหลให้ลองนำไม้จุ่มเพื่อวัดระดับ น้ำก่อนทุกครั้ง

- ห้ามขับรถในพื้นที่ที่กำลังโดนน้ำท่วม
การ ขับรถในพื้นที่ที่น้ำท่วมมีความเสียงสูงมากที่จะจมน้ำ หากเห็นป้ายเตือนตามเส้นทางต่างๆ ห้ามขับรถเข้าไปเพราะอาจมีอันตรายข้างหน้า น้ำสูง 50 ซม. พัดรถยนต์จักรยสานยนต์ให้ลอยได้

- ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสาย :
กระแส ไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านได้ เมื่อเกิดน้ำท่วมแต่ละครั้งจะมีผู้เสียชีวิต เนื่องจากไฟดูดมากกว่าสาเหตุอื่นๆ เมื่อเห็นสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดเสียหายกรุณาแจ้ง 191 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

07 October 2011

กระทรวงเกษตรฯ ชูแผนบริหารราชการแผ่นดิน ความใช้งบประมาณกว่า 2 แสนล้าน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2555-2558 มีนโยบายที่เร่งดำเนินการในปีแรก คือ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน ประมาณ 3.35 ล้านไร่ และช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีแผนงานและโครงการที่สำคัญที่จะเร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลทั้งหมด 10 โครงการ
ทั้งนี้ โครงการที่มีระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ.2555-2557) ได้แก่ 1)โครงการจัดระบบการปลูกข้าว 2)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โครงการที่มีระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2555-2558) ได้แก่ 1)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร 2)โครงการป้องกันบร! รเทาอุทกภัยและภัยแล้งระดับประเทศ 3)โครงการแหล่งน้ำในไร่นาและชุมชน และโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะเวลา 5-8 ปี ได้แก่ 1)โครงการลดต้นทุนการผลิต 2)โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวง อุดมธารา เชียงใหม่ 3)โครงการอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก สระบุรี 4)โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อุตรดิตถ์ 5)โครงการชลประทานพิษณุโลกฝั่งซ้าย



ที่มา : ข้อมูลธุรกิจเกษตรและอาหาร(7-10-54)

05 October 2011

มังกรตั้งเป้าผลิตบรรจุภันฑ์ที่หนึ่งของโลกภายในปี 54

จากรายงาน Paper and Packaging Sector M&A Update ซึ่งออกโดย Catalysts Corporate Finance ระบุว่า จีนมีแนวโน้มจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกในด้านบรรจุภัณฑ์อย่างก้าวกระโดดในปี 2555 โดยจีนตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในโลกภายในปีเดียวกัน ซึ่งยิ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันและเปลี่ยนแรงกระตุ้นของตลาดโลก

จากข้อมูลของสมาคมบรรจุภัณฑ์จีนซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2554! จีนมีผลผลิตอุตสาหกรรมมวลรวม 183.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคบรรจุภัณฑ์ของจีนส่วนหนึ่งมาจากภาคอาหารบรรจุหีบห่อซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 20% ในช่วงหลายปีมานี้

นอกจากนี้ตามรายงานยังระบุว่าเกิดการลงทุนในด้านบรรจุภัณฑ์ในตุรกี และประเทศในกลุ่ม BRIC (ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน)

ทั้งนี้ สาเหตุที่เกิดการลงทุนด้านบรรจุภัณฑ์ในประเทศกลุ่ม BRIC เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สุทธิและภาคการบริโภคขยายตัว ซึ่งทำให้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรป

Richard Sander หุ้นส่วนของ Catalyst Corporate Finance กล่าวว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จึงเห็นได้ว่าภาคบรรจุภัณฑ์จะมีการขยายตัวมากในประเทศที่มีอัตร! าการเจริญเติบโตของผู้บริโภคแข็งแกร่งที่สุดนั่นเอง

ที่มา : Food Production Daily(5/10/54

ลือปลาแซลมอนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนปนเปื้อนกัมมันตรังสี

Xin Guo คนงานชาวประมงในบริเวณเขตปกครอง Fuyuan ที่ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดน Sino-Russian ทางตอนเหนือของจีน กล่าวว่าเคยเก็บปลาแซลมอนไว้ให้ญาติและเพื่อนฝูงตามคำขอเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่นานนี้คนกลุ่มดังกล่าวปฏิเสธ ถึงแม้ Guo จะเสนอให้เองก็ตาม ขณะที่มารดาของ Guo ก็บอกเขาว่าห้ามบริโภคปลาแซลมอนเนื่องจากเธอได้ยินข่าวลือว่าปลาดังกล่าวปนเปื้อนกัมมันตรังสีในบริเวณทะเลญี่ปุ่น ก่อนที่จะอพยพเคลื่อนย้ายมาอยู่น่านน้ำจืดในบริเวณนี้


ที่มา : FIS ( 4 ตุลาคม 2554

จีนสั่งจำคุกพนักงานรีไซเคิลซาลาเปา

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ศาลสูงสุดประชาชนเซียงไฮสั่งจำคุกพนักงานโรงงานผลิตซาลาเปาแห่งหนึ่งในเซียงไฮจำนวน 3 คน เนื่องจากนำซาลาเปาที่หมดอายุแล้วมาแปรรูปเพื่อจำหน่ายใหม่ โดยได้รวบรวมซาลาเปาที่หมดอายุ นำมาแปรรูปโดยการเติม sodium cyclamate ซึ่งเป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ และ potassium sorbate ซึ่งเป็นสารกันบูดลงในซาลาเปาเพื่อให้ดูสดใหม่และเปลี่ยนวันหมดอายุเพื่อนำมาจำหน่ายซ้ำอีกครั้ง

ผู้กระทำผิดทั้ง 3 รายได้แก่ นาย Ye Weilu ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทถูกตัดสินให้จำคุก 9 ปีและปรับ 650,000 หยวน (101,373 ดอลลาร์สหรัฐฯ) นาย Jianming ผู้จัดการฝ่ายผลิต! และนาย Xie Weixian ผู้จัดการฝ่ายขาย ถูกตัดสินให้จำคุกคนละ 5 ปี และปรับ 200,000 หยวน





ที่มา : Food Quality News ( 4 ตุลาคม 2554

โอบามา ชงสภา ไฟเขียว เอฟทีเอ 3 ชาติ

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมยื่นข้อตกลงการค้าเสรี(FTA) กับ 3 ประเทศคือ เกาหลีใต้ โคลัมเบีย และปานามา เข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำข้อตกลงเอฟทีเอทั้ง 3 ฉบับ ในกลางเดือนตุลาคม 2554 หลังจากที่มีการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อผลักดันข้อตกลงนี้มานานถึง 5 ปีเต็ม

ทั้งนี้ ข้อตกลงเอฟทีเอดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ ปีละ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการเกษตรของสหรัฐฯ เพราะสามารถลดและยกเลิกการจัดเก็บภาษีศุลกากรแก่สินค้าที่สหรัฐส่งออก โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ เครื่อง! จักร และเคมีภัณฑ์ต่างๆ แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าว จะทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ อิเลคทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมดอกไม้ของสหรัฐฯก็ตาม

ข้อตกลงเอฟทีเอ ระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ยังช่วยทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าประเภทฟาร์ม จากสหรัฐฯ ไปยังเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือมีมูลค่าถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสินค้าประเภทธัญพืช ดอกไม้ ผัก เนื้อหมู และไวน์



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 4 กันยายน 2554

02 October 2011

ขรก.เฮเงินเดือนใหม่ ปรับระบบ กว่า2ล.คน เริ่มมค.55

ข้าราชการรอเฮ ก.พ.-คลังเคาะแล้วปรับเงินเดือนทั้งระบบ ให้สอดคล้องเงินเดือนใหม่วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท เริ่ม 1 ม.ค.2555 ปวช.ทำงาน 1 ปีภายใน 2 ปี ได้เงินเดือน 10,690 อายุงาน 10 ปี รับ 17,110 ปวส.รับ 12,010 ถึง 19,810 ปริญญาตรีรับ 16,310 ถึง 23,810 ปริญญาโท 18,710 ถึง 26,610 ปริญญาเอก 24,810 ถึง 33,210 โดยปีแรกใช้งบเพิ่มอีก 8 พันล้าน ปีที่ 2 ใช้อีก 15,000 ล้าน เพิ่มเติมจากปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบ 18,800 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปร่วมกันถึงการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่มีวุฒิปริญญาตรีเข้าใหม่ เดือนละ 15,000 บาท ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติไปเมื่อ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ที่ประชุมจะนำเสนอแนวทางการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบเข้าสู่การพิจารณาของครม. วันที่ 4 ต.ค.นี้ ซึ่งไม่ใช่การปรับขึ้นแค่ 6% ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะการขึ้น 6% เป็นตัวเลขของการปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบราชการในแต่ละปี

สำหรับแนวทางการปรับฐานเงินเดือนนั้น ทางก.พ.จะเสนอครม.ปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบในช่วง 2 ปี เริ่ม 1 ม.ค. 2555 เหมือนกับข้าราชการปริญญาตรีเข้าใหม่ คาดว่าปีแรกใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 8,000 ล้านบาท เหตุที่ใช้น้อย เพราะเหลือปีงบประมาณเพียง 9 เดือน ส่วนปีที่ 2 ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 15,000 ล้านบาท ตรงนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ใช้งบประมาณ 18,800 ล้านบาท

"ตอนแรกแนวคิดในการปรับฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบจะดำเนินการ 4 ปี เหมือนข้าราชการปริญญาตรีเข้าใหม่ แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหลือ 2 ปี เพื่อให้เห็นผลเร็ว และเป็นการซื้อใจข้าราชการทั้งระบบกว่า 2 ล้านคน แต่การปรับขึ้น 2 ปีจะเป็นภาระงบประมาณมากกว่า หากเป็นการปรับขึ้นในช่วง 4 ปี ปีแรกจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท ปีที่ 2 อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ปีที่ 3 อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท และปีที่ 4 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท" รายงานข่าวระบุ

สำหรับข้อเสนอการปรับฐานเงินเดือนนี้จะเริ่มตั้งแต่ข้าราชการวุฒิปวช.-ปริญญาเอก โดยในส่วนข้าราชการวุฒิปวช.ที่มีเงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 6,400 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 14,000 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนสำหรับผู้ทำงานมา 1-3 ปี ในวันที่ 1 ม.ค.2555 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นปีแรกจะได้ปรับขึ้นเงินเดือน 1,200 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,380 บาท ส่วนข้าราชการวุฒิปวช.ที่ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,000 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 700 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 400 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท

รายงานข่าวเปิดเผยอีกว่า ส่วนกลุ่มวุฒิปวส.นั้น เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 7,670 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 16,710 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1-2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,290 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,590 บาท ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท ทำงานมา 7 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท

ส่วนกลุ่มวุฒิปริญญาตรี เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 9,140 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 19,910 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,540 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 3,320 บาท ทำงานมา 2-3 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,800 บาท ทำงานมา 4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,300 บาท ทำงานมา 9 ปี ปีแรกปรับขึ้น 500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 800 บาท ทำงานมา 10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท

สำหรับกลุ่มวุฒิปริญญาโท เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 12,600 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 23,110 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1 ปี ปีแรกปรับขึ้น 2,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท ทำงานมา 2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,000 บาท ทำงานมา 3-4 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,700 บาท ทำงานมา 5 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,400 บาท ทำงานมา 6 ปี ปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,100 บาท ทำงานมา 7 ปี ปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท ทำงานมา 8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท

ส่วนกลุ่มวุฒิปริญญาเอก เงินเดือนต่ำสุดของข้าราชการที่ทำงานมา 1 ปี คือ 17,010 บาท และต่ำสุดของที่ทำงานมา 10 ปี คือ 28,110 บาท โดยขั้นตอนของการปรับฐานเงินเดือนคือ หากทำงานมา 1-2 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,690 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท ทำงานมา 3-5 ปี ปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท ทำงานมา 6-8 ปี ปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท ทำงานมา 9-10 ปี ปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท

ทั้งนี้หลังจากปรับฐานเงินเดือนในปีที่ 2 แล้วนั้น ข้าราชการเก่าที่จบปวช.ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 10,690 บาท ส่วนที่ทำงานมา 10 ปี อยู่ที่ 17,110 บาท วุฒิปวส.ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 12,010 บาท ส่วนที่ทำงานมา 10 ปี จะอยู่ที่ 19,810 บาท วุฒิปริญญาตรีที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 16,310 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 23,810 บาท

วุฒิปริญญาโท ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 18,710 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 26,610 บาท วุฒิปริญญาเอก ที่ทำงานมา 1 ปี เงินเดือนจะอยู่ที่ 24,810 บาท ส่วนที่ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 33,210 บาท