เมื่อไม่นานมานี้โลกต้องตื่นตะลึงกับสารพิษที่มีชื่อว่า “ไดออกซิน” (dioxin) สารตัวนี้เคยถูกนำมาใช้ในสงครามเวียดนามที่เรียกว่า “ฝนเหลือง” (Agent Orange) โดยเกิดจากผลผลิตส่วนเกินในสารฆ่าวัชพืช
ไดออกซินเป็นสารในกลุ่ม aromatic ethers ประกอบด้วยออกซิเจน คลอรีน และเบนซีน 3 วงซ้อนกัน มีชื่อทางเคมีว่า 2, 3, 7, 8–tetrachlorodibenzo–p–dioxin และไดออกซินมีอนุพันธ์ที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายกันคือ สารพวก PCDDs (Polychlorinated dibenzo–p–dioxins) , PCDFs (Polychlorinated dibenzofurans) และ PCBs (Polychlorinated biphenyls)
แหล่งที่พบ
ไดออกซิน เกิดขึ้นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น ไฟป่า และภูเขาไฟระเบิด นอกจากนี้แหล่งที่พบทั่วไปคือ เกิดจากผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เช่น อุตสาหกรรมยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมการหลอมโลหะ โรงงานถลุงแร่ อุตสาหกรรมการฟอกสีกระดาษ และแหล่งที่พบที่สำคัญและมีปริมาณไดออกซินอยู่สูงมากคือ เกิดจากการเผาขยะของเสียที่มีส่วนประกอบของคลอรีนอยู่
ไดออกซิน เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้บ้างเล็กน้อยเมื่ออยู่ในสถานะแก๊ส แต่ถ้าสะสมอยู่ในดินหรือในที่อื่น ๆ จะใช้เวลาในการสลายตัวนานมาก ในสิ่งแวดล้อมเราจะพบ ไดออกซินปนเปื้อนอยู่กับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ และในน้ำ ทำให้แหล่งที่มีสิ่งแวดล้อมแบบนี้มีโอกาสได้รับสารไดออกซินมากกว่าในบรรยากาศทั่วไป
อันตรายจากไดออกซิน
เนื่องจากไดออกซินเป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดการสะสมภายในร่างกายได้ และยังมีสมบัติเป็น Hydrophobic หรือสารที่ไม่รวมตัวกับน้ำ ซึ่งสามารถแพร่กระจายและสะสมเป็นตะกอนอยู่ในแหล่งน้ำ ทำให้สัตว์ที่อยู่ในแหล่งน้ำนั้นได้รับ สารชนิดนี้เข้าไปและสะสมไว้ในร่างกาย เมื่อมีสัตว์ชนิดอื่นมากินสัตว์น้ำนี้เข้าไป สัตว์นั้นก็จะได้รับสารชนิดนี้เข้าไปด้วย
สารไดออกซินพบได้มากที่สุดในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ เช่น เนื้อวัว (ซึ่งจะพบสารนี้อยู่มาก) , เนื้อหมู , เนื้อไก่ , เนื้อปลา , ผลิตภัณฑ์จากนม , นมสด และไข่ ดังนั้นจึงควรลดอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ และอาหารจำพวกนมเนย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารไดออกซินได้บ้าง
อันตรายต่อสุขภาพ
เมื่อได้รับสารไดออกซินเข้าไปแล้วในระยะแรก ๆ จะเกิดความผิดปกติที่ผิวหนัง (chloracne) เช่น ผิวหนังไหม้ดำ เป็นผื่น มีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย และต่อมาจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาท เมื่อได้รับสารไดออกซินเป็นเวลานานจะทำให้เป็นมะเร็งได้ เมื่อปี 1997 สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติ (International Agency for Research on Cancer ; IARC) ได้ตรวจพบว่า สารไดออกซินเป็นสารที่ก่อให้เกิด โรคมะเร็ง และเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก
ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารไดออกซิน โดยอยู่ให้ไกลจากแหล่งอุตสาหกรรม ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หลีกเลี่ยงไม่อยู่ใกล้ขณะมีการเผาขยะหรือของเสีย และลดปริมาณ ความเสี่ยงจากการรับประทานอาหารที่มีสารไดออกซินดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงแม้จะรับ สารไดออกซินเข้าไปเป็นปริมาณน้อย แต่สารชนิดนี้จะสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นานมาก ทำให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ ดังนั้นไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงหากไม่จำเป็นกับสารไดออกซิน
18 January 2011
14 January 2011
มาอ่านต่อกัน กับ บัญญัติ 10 ประการของผู้นำยุคไร้พรมแดน
4) การสร้างเครือข่ายกับองค์การอื่น เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีและต่อทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการรักษาหรือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไว้ให้ได้
5) ทบทวนเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงาน เพื่อให้แน่งใจว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อในกระบวนการธุรกิจต่าง ๆ อันทำให้กระบวนการทางธรกิจและย่อยลงมาถึงกระบวนการทำงานทันสมัย พนักงานสามารถทำงานได้สะดวกขึ้น ในขณะที่ฝ่ายบริหารสามารถ monitor การทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีเองก็ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขวางมากขึ้น
6) บุคลากรต้องได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งทีมในฝ่ายและทีมข้ามสายงาน โดยอาจจะมีการปรับวัฒนธรรมองค์การให้รองรับรูปแบบการทำงานนี้ พร้อมกับพนักงานเองก็ต้องได้รับการพัฒนาให้มีทักษะเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย
7) ปรับระบบการทำงานให้ทันสมัย โดยใช้เครื่องมือการบริหารจัดการใหม่ ๆ เช่น Management Cockpit, HRIS เป็นต้น
8) แสวงหาแหล่งทุนทั้งภายในและภาคนอกองค์การ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในลักษณะการกระจายความเสี่ยง และการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
9) การแสวงหาแหล่งตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ พร้อมกับการพยายามรักษาฐานลูกค้ารายเดิมไว้ให้ได้อย่างแน่นเหนียว
10) ทบทวนระบบและแนวทางปฎิบัติของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อองค์การต้องจ้างแรงงานฝีมือมาทำงานในองค์การ
เชื่อว่า 10 ประการที่สรุปมาเสนอ โดยผมเองเรียบเรียงใหม่เพื่อให้หัวข้อเป็นลำดับชัดเจนจากต้นฉบับนี้ จะเป็นเหมือนรายการตรวจสอบความพร้อมขององค์การของท่าน โดยเฉพาะภายในบทบาทการนำของผู้บริหารองค์การ อันจะช่วยให้เราพร้อมเผชิญสถานการณ์ได้อย่างดีและราบรื่น
5) ทบทวนเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงาน เพื่อให้แน่งใจว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อในกระบวนการธุรกิจต่าง ๆ อันทำให้กระบวนการทางธรกิจและย่อยลงมาถึงกระบวนการทำงานทันสมัย พนักงานสามารถทำงานได้สะดวกขึ้น ในขณะที่ฝ่ายบริหารสามารถ monitor การทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีเองก็ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขวางมากขึ้น
6) บุคลากรต้องได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งทีมในฝ่ายและทีมข้ามสายงาน โดยอาจจะมีการปรับวัฒนธรรมองค์การให้รองรับรูปแบบการทำงานนี้ พร้อมกับพนักงานเองก็ต้องได้รับการพัฒนาให้มีทักษะเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย
7) ปรับระบบการทำงานให้ทันสมัย โดยใช้เครื่องมือการบริหารจัดการใหม่ ๆ เช่น Management Cockpit, HRIS เป็นต้น
8) แสวงหาแหล่งทุนทั้งภายในและภาคนอกองค์การ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในลักษณะการกระจายความเสี่ยง และการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
9) การแสวงหาแหล่งตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ พร้อมกับการพยายามรักษาฐานลูกค้ารายเดิมไว้ให้ได้อย่างแน่นเหนียว
10) ทบทวนระบบและแนวทางปฎิบัติของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อองค์การต้องจ้างแรงงานฝีมือมาทำงานในองค์การ
เชื่อว่า 10 ประการที่สรุปมาเสนอ โดยผมเองเรียบเรียงใหม่เพื่อให้หัวข้อเป็นลำดับชัดเจนจากต้นฉบับนี้ จะเป็นเหมือนรายการตรวจสอบความพร้อมขององค์การของท่าน โดยเฉพาะภายในบทบาทการนำของผู้บริหารองค์การ อันจะช่วยให้เราพร้อมเผชิญสถานการณ์ได้อย่างดีและราบรื่น
บัญญัติ 10 ประการของผู้นำยุคไร้พรมแดน
1) ผู้นำธุรกิจ (Leader) จะมุ่งพิจารณา 2 เรื่องหลัก คือวิสัยทัศน์ขององค์การ ที่จะต้องเล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และต้องมีการวางแผนเตรียมการรองรับหรือรับมือไว้ล่วงหน้า
สิ่งที่ต้องเตรียมนั้น มีทั้งแบบ Soft และแบบ Hard Skills ในทำนองเดียวกัน หัวหน้างานที่ทำหน้าที่บริหารส่วนงานต่าง ๆ ในองค์การ ก็ต้องได้รับการถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองเหล่านี้ที่ถูกต้องตรงกัน เพื่อกระจายไปยังพนักงานระดับปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำในสไตล์อย่างไรที่ควรจะเป็นในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้รู้ท่านนี้เสนอว่า มันต้องเป็นแบบมั่นใจ กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจ โดยใช้กลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจที่เหมาะสม
นอกจากนี้ บทบาทของผู้นำไม่ว่าจะสไตล์ใด ที่ต้องทำประกอบด้วย การแบ่งปันอำนาจการบริหารลงไปสู่ผู้ปฏิบัติที่เรียกกันว่า “Empowerment” การยึดมั่นคำสัญญา มีความทุ่มเท และเป็นแบบอย่างของความเสียสละ สร้างคนทดแทน และมีหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
2) ปรับตัวยืดหยุ่น คือ มีความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยผู้นำต้องยอมรับว่า
2.1) ยอมรับความเปลี่ยนแปลง
2.2) สร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้
2.3) จัดให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจ เช่น หน่วยงาน Business Alliance, Business Development ที่โฟกัสในงานการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบการทำงาน เป็นต้น
2.4) พิจารณาเลือกใช้บริการ Outsource ในงานที่ไม่สร้างผลผลิตหลักให้แก่องค์การ หรืองานที่ไม่ใช่ Core Business ตัวอย่างเช่น งาน Call Center ของธนาคารต่าง ๆ หรืองานที่จะต้องติดตามทวงหนี้ เราจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วธนาคาร จะใช้บริการ Outsource คนทำงานจากบริษัทภายนอก โดยไม่ต้องมีภาระผูกพันในเชิงการบริหารจัดการเช่นเรื่องการพัฒนาบุคลากร การจัดสวัสดิการค่าตอบแทนที่ซับซ้อน เป็นต้น และมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในระยะยาวขององค์การ
2.5) วิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน เช่นการให้บริการลูกค้า ซึ่งก็คือการมุ่งปรับลดกระบวนการทำงานให้กระชับ ไม่ซ้ำซ้อน โดยพิจารณาในเรื่องของการปรับโครงสร้างองค์การ และอื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย
3) ปฏิรูปค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การเสียใหม่ โดย
3.1) เน้นการสร้างค่านิยมความมีจิตวิญญาณผู้ประกอบการให้แก่พนักงาน
3.2) สรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมสอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การ
3.3) อาจจะจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารระดับต่าง ๆ มีศักยภาพความสามารถ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นและเพียงพอต่อการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่การดำเนินงานขององค์การ
3.4)ปลูกฝังค่านิยมใหม่ของการท้าทายความเปลี่ยนแปลง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดรูปแบบ กล้านำเสนอความเห็น ซึ่งจะต้องให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ ซึ่งผมได้นำเสนอเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “ความเสี่ยงในการบริหารวัฒนธรรมองค์การ” ที่ผมนำเสนอไว้ 3 ตอน ลองอ่านประกอบดูครับ
3.5) ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่องาน HR ใหม่ จากที่มองว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นค่าใช้จ่าย มาเป็นการลงทันเพื่อการสร้างความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และถือว่ามันคือหน้าที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องทำ
เอาไปอ่านก่อน อ่านแล้วทำให้คิดนะครับ
สิ่งที่ต้องเตรียมนั้น มีทั้งแบบ Soft และแบบ Hard Skills ในทำนองเดียวกัน หัวหน้างานที่ทำหน้าที่บริหารส่วนงานต่าง ๆ ในองค์การ ก็ต้องได้รับการถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองเหล่านี้ที่ถูกต้องตรงกัน เพื่อกระจายไปยังพนักงานระดับปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำในสไตล์อย่างไรที่ควรจะเป็นในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้รู้ท่านนี้เสนอว่า มันต้องเป็นแบบมั่นใจ กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจ โดยใช้กลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจที่เหมาะสม
นอกจากนี้ บทบาทของผู้นำไม่ว่าจะสไตล์ใด ที่ต้องทำประกอบด้วย การแบ่งปันอำนาจการบริหารลงไปสู่ผู้ปฏิบัติที่เรียกกันว่า “Empowerment” การยึดมั่นคำสัญญา มีความทุ่มเท และเป็นแบบอย่างของความเสียสละ สร้างคนทดแทน และมีหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
2) ปรับตัวยืดหยุ่น คือ มีความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยผู้นำต้องยอมรับว่า
2.1) ยอมรับความเปลี่ยนแปลง
2.2) สร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้
2.3) จัดให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจ เช่น หน่วยงาน Business Alliance, Business Development ที่โฟกัสในงานการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบการทำงาน เป็นต้น
2.4) พิจารณาเลือกใช้บริการ Outsource ในงานที่ไม่สร้างผลผลิตหลักให้แก่องค์การ หรืองานที่ไม่ใช่ Core Business ตัวอย่างเช่น งาน Call Center ของธนาคารต่าง ๆ หรืองานที่จะต้องติดตามทวงหนี้ เราจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วธนาคาร จะใช้บริการ Outsource คนทำงานจากบริษัทภายนอก โดยไม่ต้องมีภาระผูกพันในเชิงการบริหารจัดการเช่นเรื่องการพัฒนาบุคลากร การจัดสวัสดิการค่าตอบแทนที่ซับซ้อน เป็นต้น และมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในระยะยาวขององค์การ
2.5) วิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน เช่นการให้บริการลูกค้า ซึ่งก็คือการมุ่งปรับลดกระบวนการทำงานให้กระชับ ไม่ซ้ำซ้อน โดยพิจารณาในเรื่องของการปรับโครงสร้างองค์การ และอื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย
3) ปฏิรูปค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การเสียใหม่ โดย
3.1) เน้นการสร้างค่านิยมความมีจิตวิญญาณผู้ประกอบการให้แก่พนักงาน
3.2) สรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมสอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การ
3.3) อาจจะจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารระดับต่าง ๆ มีศักยภาพความสามารถ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นและเพียงพอต่อการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่การดำเนินงานขององค์การ
3.4)ปลูกฝังค่านิยมใหม่ของการท้าทายความเปลี่ยนแปลง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดรูปแบบ กล้านำเสนอความเห็น ซึ่งจะต้องให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ ซึ่งผมได้นำเสนอเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “ความเสี่ยงในการบริหารวัฒนธรรมองค์การ” ที่ผมนำเสนอไว้ 3 ตอน ลองอ่านประกอบดูครับ
3.5) ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่องาน HR ใหม่ จากที่มองว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นค่าใช้จ่าย มาเป็นการลงทันเพื่อการสร้างความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และถือว่ามันคือหน้าที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องทำ
เอาไปอ่านก่อน อ่านแล้วทำให้คิดนะครับ
Subscribe to:
Comments (Atom)