Pages

30 November 2011

มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรเวียดนามเพิ่มกว่า 30 %

กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามระบุว่า ในช่วงเดือน มกราคม – พฤศจิกายน 2554 อุตสาหกรรมการเกษตร ป่าไม้ และประมงเวียดนาม มีมูลค่าการส่งออก 22.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้น 30.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553

สินค้าเกษตรมีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดที่ 12.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตที่ 36.6 % รองลงมาคือ สินค้าประมง มีมูลค่าการส่งออกที่ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตที่ 24.9 % และสินค้าป่าไม้มีมูลค่าการส่งออกที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตที่ 14.2 % โดยจีนเป็นตลาดสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงส่งออกท! ี่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มีมูลค่าส่งออกที่ 4.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือตลาดในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกที่ 3.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นาย Nguyen Viet Chien ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลและสถิติของกระทรวงฯ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดในประเทศและตลาดโลกที่เป็นบวกเป็นสาเหตุที่ทำให้สินค้าเหล่านี้มีมูลค่าการส่งออกมากขึ้น ขณะที่ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงขึ้นจึงมั่นใจว่า ในปี 2554 เวียดนามจะสามารถส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงได้ตามเป้าหมายที่ 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2554 สินค้าส่งออกที่สำคัญเกือบทุกรายการมีภาพรวมการส่งออกเป็นบวก เช่น การส่งออกข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น 16.7 % และ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 7.1 % โดยราคาข้าวส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 505 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ เพิ่ม 8.1 % เมื่อเทียบกับปี 2553 และสินค้าเกษตรอื่นๆเช่น กาแฟ ยางพารา และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีปริมาณส่งออกลดลงแต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนพริกไทยมีปริมาณและมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ! ้น



ที่มา : VN Agency (30/11/54

29 November 2011

การเก็บเกี่ยวพืชผลเกาหลีเหนือดีขึ้นแต่ปัญหาทุพโภชนาการยังอยู่  

                 รายงานจากองค์การเกษตรและอาหาร (FAO) และโครงการอาหารโลก (WFP) จากองค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2554 การเก็บเกี่ยวพืชผลของเกาหลีเหนือจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 % เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 แต่อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าภาวะทุพโภชนาการในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีสาเหตุจากการขาดโปรตีนหรือการขาดแคลนอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง

                นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในปี 2555 ประชาชนประมาณ 3 ล้านคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร และองค์การสหประชาชาติได้ร้องขอให้ประเทศที่ร่ำรวยพักเรื่องการเมืองไว้ก่อนแล้วหันมาช่! วยเหลือชาวเกาหลีเหนือซึ่งกำลังประสบภาวะขาดแคลนอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม เกิดความกังวลว่ารัฐเกาหลีเหนือจะปฏิเสธความช่วยเหลือด้านอาหารหรือไม่

                ทั้งนี้ แม้ว่าการเก็บเกี่ยวพืชผลส่วนใหญ่ของเกาหลีเหนือจะดีขึ้น แต่ FAO เตือนว่าภาวะทุพโภชนาการจะยังเป็นปัญหาต่อไป

 
 
ที่มา : ABC News (29/11/54

อินเดียไฟเขียวสร้างห้างฝรั่งในประเทศ

 
                 อินเดียผ่านข้อเสนอที่พิจารณามายาวนานให้สร้างห้างสรรพสินค้าที่มีบริษัทแม่จากต่างประเทศ โดยนายเควี โทมัส รัฐมนตรีกระทรวงอาหารเปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีได้ข้อตกลงให้ห้างสรรพสินค้าที่มีเจ้าของจากต่างประเทศ เช่น วอลมาร์ต และ เทสโก้ สามารถถือหุ้นห้างที่มาเปิดในอินเดียได้ 51% 

                 อย่างไรก็ตามห้างสรรพสินค้าที่มีเจ้าของจากต่างประเทศ ขณะนี้สามารถค้าส่งได้เท่านั้นและไม่สามารถจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยมติดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว
 
 
 
ที่มา : FIS (29/11/54)

28 November 2011

จีนยกเว้นภาษีสินค้ากัมพูชา 418 รายการ

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 เจ้าหน้าที่พาณิชย์กัมพูชารายงานว่า จีนยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากกัมพูชาจำนวน 418 รายการ ซึ่งเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้แก่ผู้ผลิตกัมพูชา แต่อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากการยกเว้นภาษีดังกล่าว เนื่องจากการขาดแคลนทรัพยากร คุณภาพสินค้าและข้อมูลตลาด

ในบรรดาสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี 418 รายการ กัมพูชาส่งออกสินค้าสิ่งทอ รองเท้า สินค้าเกษตร เป็นส่วนใหญ่ และมีสินค้าจากป่า และสินค้าอาหาร และแม้ว่าในขณะนี้ กัมพูชาจะส่งออกสินค้าไปยังจีนมีปริมาณน้อย แต่ในอนาคต กัมพูชาคาดว่าจีนจะเป็นตลาด! ส่งออกสินค้าที่ใหญ่ที่สุด

สินค้าที่ได้รับการยกภาษี เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า อาหาร สัตว์มีชีวิต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อ้อย ผลไม้ กาแฟ เฟอร์นิเจอร์ หวาย พืชที่ใช้ในการเภสัชกรรม น้ำมันข้าวโพดดิบ น้ำมันงา ส่วนข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมากในกัมพูชา ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี

รายงานกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า ในเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเท่ากับ 912.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 82 .% จาก 501 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปี 2553 และในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มูลค่าการส่งออกสินค้าจากกัมพูชาไปยังจีนอยู่ที่ 66.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 275 % จาก 17.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนมายังกัมพูชาอยู่ที่ 846.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 % จาก 483.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

&nbs! p; ! &n bsp; ทั้งสองประเทศคาดว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศจะแตะที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554



ที่มา : Xinhua News (28/11/54)

25 November 2011

รับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ (ไทยโพสต์)

          ไขมันถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากบริโภคในปริมาณที่มากจนเกินไป อาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และส่งผลให้เกิดโรคหัวใจตามมาได้ ดังนั้นการรับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

          ผศ.ดร.อริสร์ เทียนประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร แนะนำถึงวิธีการรับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ว่า ไขมันนั้นเป็นสารอาหารตัวหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย และร่างกายจำเป็นต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวที่ไปช่วยละลายวิตามินซีในร่างกาย ถ้าร่างกายไม่มีไขมันก็จะทำให้ร่างกายขาดวิตามินไปด้วย และที่สำคัญร่างกายสามารถสร้างไขมันได้เอง โดยการรับประทานอาหารประเภทแป้ง และกระบวนการในร่างกาย จะเป็นตัวที่เปลี่ยนพลังงานจากแป้งเป็นกรดไขมัน ที่เรียกกันว่า "ไตรกลีเซอไรด์" ได้ด้วย

          อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อริสร์กล่าวว่า ถึงแม้ว่าไขมันจะจำเป็นต่อร่างกาย แต่ต้องได้รับไม่ต่ำกว่า 15% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน สำหรับไขมันที่แนะนำให้รับประทานคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว หรือเป็นไขมันตัวที่ดีและมีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะพบได้ในน้ำมันพืช น้ำมันปลา (ซึ่งอาจจะเป็นคนละชนิดแต่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน) เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้น แบ่งเป็น

          1.เป็นส่วนประกอบของเซลล์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นโครงสร้างของเซลล์ และสามารถย่อยสลายได้ง่าย จึงช่วยป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดต่าง ๆ ได้ ดังนั้นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจก็จะลดลงเช่นกัน

          2.กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนประกอบ หรือสารตั้งต้นในการสร้างสารที่สำคัญต่อร่างกาย จำพวกสารในกลุ่มไอโคสนอยด์ ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน แต่สารตัวนี้จะทำงานเฉพาะที่ หรือคล้ายกับเป็นตัวคำสั่งให้แก่เซลล์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหลในกรณีที่โดนมีดบาด หกล้ม หรือเป็นแผล เป็นต้น

          ผศ.ดร.อริศร์กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่แนะนำให้รับประทานน้ำมันมะกอก เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และมีราคาที่ค่อนข้างแพง ดังนั้นจึงไม่คุ้มค่าในการนำมาปรุงอาหาร ขณะเดียวกันการรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องรับประทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มาก จะทำให้ได้รับกรดไขมันอิ่มตัวอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างการอุดตันให้กับเกล็ดเลือด ดังนั้นการเลือกรับประทานไขมันจากน้ำมันปลาที่มีโอเมกา 3 ซึ่งพบในปลาทะเลและปลาน้ำจืดนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเลือกรับประทานกรดไขมัน ที่ไม่อิ่มตัว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษากรดไขมัน โดยการหลีกเลี่ยงการทอด เพราะการทอดจะทำให้สูญเสียสารอาหารบางตัวไป แต่ควรปรุงอาหารโดยการต้ม นึ่ง หรือปิ้งปลา โดยใช้บรรจุภัณฑ์ห่ออาหารแทนก็จะดี

          ส่วนไขมันที่ควรเลี่ยงนั้น ผศ.ดร.อริศร์กล่าวว่า เป็นไขมันจำพวกอิ่มตัว โดยเฉพาะไขมันที่มีการอิ่มตัวมาก ๆ ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์บก เช่น เนื้อหมูหรือมันหมู ที่มีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เนื้อวัว และไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่ได้มาจากกระบวนการผลิตอาหาร ที่เปลี่ยนแปลงน้ำมันให้มีการแข็งตัวมากขึ้น เช่น มาการีนที่ใช้ทาขนมปัง เป็นต้น เพราะการรับประทานไขมันอิ่มตัวเข้าไปเป็นจำนวนมากนั้น จะส่งผลทำให้น้ำหนักเกิน หลอดเลือดอุดตัน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวนั้นจะมีการเผาผลาญในลักษณะคงที่ ทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงส่งผลทำให้เกิดโรคที่กล่าวมาข้างต้นได้ ดังนั้นจึงควรได้รับในปริมาณที่น้อยกว่า 1%
 
          ท้ายนี้ ผศ.ดร.อริสร์ แนะนำว่า การเลือกรับประทานไขมันให้เหมาะสมกับร่างกายนั้น ในแต่ละวันควรได้รับไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของไขมันโดยรวมในร่างกาย ส่วนการรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ควรได้รับไม่เกิน 11% เนื่องจากการที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นจะมีลักษณะไม่คงที่ จึงทำให้เกิดการย่อยสลายได้ง่าย และเมื่อย่อยสลายได้ง่าย ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นไม่ควรได้รับเกิน 11% ของพลังงานโดยรวมในร่างกายนั่นเอง