Pages

11 January 2012

ข้าวไทยแพงดันอินเดียพุ่งส่งออก

 
                ผู้เชี่ยวชาญคาด ยอดส่งออกข้าวจากอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากเป็นประวัติการณ์และผู้นำเข้ามองหาทางเลือกเพื่อเลี่ยงข้าวราคาแพงจากไทย

                เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555นายวิชัย เซียเทีย ประธานสมาคมผู้ส่งออกข้าวอินเดีย แสดงความเห็นว่า อินเดียอาจมียอดส่งออกข้าวรวมถึงข้าวหอมบาสมาติในฤดูเก็บเกี่ยวปัจจุบัน นับถึงวันที่ 31 มีนาคม นี้ อยู่ที่ 6 ล้านตัน เทียบกับเมื่อปีก่อนหน้านี้ที่ 2.2 ล้านตัน

                ทั้งนี้ ในจำนวนที่ส่งออกนั้นผู้ค้าตั้งเป! ้าหมายที่จะส่งออกข้าวชนิดอื่นๆนอกเหนือจากข้าวหอมบาสมาติจำนวนมากกว่า 1.8 ล้านตัน หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกที่ดำเนินมานาน 3 ปี เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา การส่งออกที่เพิ่มขึ้นของอินเดียอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อการซื้อขายล่วงหน้า และช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากไทย ซึ่งหากข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรราคาถูกลง ก็อาจช่วยทำให้ราคาอาหารโลกที่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้วร่วงลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน

                นายเซเทีย ชี้ว่า ปริมาณการส่งออกจากอินเดียที่เพิ่มขึ้น จะช่วยฉุดให้ราคาในตลาดโลกร่วงลง โดยอินเดียจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าให้กับข้าว เพื่อให้ได้ราคาดีขึ้น ก่อนหน้านี้ องค์การอาหาร และเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่า ในปีที่ผ่านมา จะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 3 % มาอยู่ที่ 480.4 ล้านตัน และเมื่อปี 2554 ราคาข้าวล่วงหน้าที่ตลาดชิคาโก สหรัฐฯก็ปรับตัวขึ้น 4 % หลังไทยเริ่มนโยบายรับซื้อข้าว ด้วยการประกันราคาในเดือนตุลาคม แม้จะเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่ส! ุดนับตั้งแต่ปี 2485

      ! ; & nbsp;        ขณะที่นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความเห็นว่าปริมาณข้าวส่งออกจากไทยอาจร่วงลงมาอยู่ที่ 9 ล้านตัน จากเดิมที่มีการส่งออกประมาณปีละ 10 ล้านตัน

                นายเค.วี.โธมัส รัฐมนตรีอาหารของอินเดีย กล่าวว่า อินเดียจะไม่ควบคุมปริมาณส่งออก เพราะปริมาณสำรองในประเทศมีเพียงพอ โดยนับถึงวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา อินเดียมีปริมาณข้าวสำรองเพิ่มขึ้น 16 % มาอยู่ที่ 29.7 ล้านตัน

                ทั้งนี้ นายเซเทีย ระบุด้วยว่าในช่วง 9 เดือน ถึงวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้ค้าข้าวในอินเดียส่งข้าวหอมบาสมาติไปแล้ว 2.24 ล้านตัน ซึ่งหากคำนวณตลอดทั้งปี ปริมาณการส่งออกอาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 3.5 ล้านตัน
 
 
 
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 10 มกราคม 2555)
 

10 January 2012

อียูเข้มมาตรฐานภาชนะเมลามีน

 
                เรียน ผู้ประกอบการภาชนะเมลามีน

                สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติเตือนผู้ประกอบการภาชนะเมลามีน รวมทั้งวัสดุสัมผัสอาหารที่ทำจากเมลามีน เช่น จาน ช้อน ส้อม ว่าขณะนี้ สมาชิกสหภาพยุโรป เช่น ฟินแลนด์ ให้ความสนใจการตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ระมัดระวังเรื่องสาร  Formaldehyde (ฟอร์มาดีไฮด์) ตกค้างในภาชนะและวัสดุสัมผัสอาหารที่ทำจากเมลามีน ให้เป็นไปตามมาตรฐาน มิฉะนั้น หากตรวจพบปัญหาจะถูกปฏิเสธนำเข้า เนื่องจากเกรงว่าสารดังกล่าวจะส่งผ่านจากวัสดุสัมผัสอาหารเข้าสู่อาหาร

 
 
 
ที่มา : มกอช. (9/01/55)

30 December 2011

จีนพบน้ำมันพืชปนอะฟลาทอกซินชนิดเดียวกับนมผง

จีนเรียกคืนน้ำมันประกอบอาหารที่ผลิตจากโรงงาน 3 แห่ง หลังตรวจพบว่าปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งแบบเดียวกันกับที่พบในนมผงเด็กเมื่อเร็วๆนี้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ในมลฑลกวางตุ้ง ได้สั่งโรงงานทั้ง 3 แห่งของ 3 บริษัท ได้แก่ ฝูเฉิง ออยล์ หมานยี่ พีนัท ออยล์ และหม่าเปา ออยล์ ชะลอการผลิตน้ำมัน พร้อมเรียกเก็บสินค้าออกจากตลาดด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบริษัทเม่งหนิวเพิ่งเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบสารอะฟลาทอกซินระดับสูงในผลิตภัณฑ์นมของบริษัทก่อนที่จะนำออกสู่ตลาด โดยมีสาเหตุจากวัวที่เลี้ยงในฟาร์! มแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ กินอาหารที่มีเชื้อราเข้าไป



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 30 ธันวาคม 2554

ไทยสั่งระงับนำเข้าผลไม้ออสซี่ 8 ชนิด เมินตรวจศัตรูพืช

ไทยสั่งระงับนำเข้าผลไม้ 8 รายการจากออสเตรเลีย หลังออสเตรเลียปฏิเสธทำตามเงื่อนไขระบบตรวจสอบรับรองศัตรูพืช เตรียมรื้อกฎระเบียบควบคุมนำเข้าสินค้าผลไม้สดเพิ่ม 27 ชนิด ป้องกันแมลงวันผลไม้ร้ายแรง 2 ชนิด

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ยกเลิกการผ่อนผันการนำเข้าสินค้าผลไม้สดจากออสเตรเลียจำนวน 8 รายการได้แก่ พริกสด แตงกวาสด ผลแตงสด ผลมะเขือสด เสาวรสสด มะเขือเทศสด ผลสดของพืชสกุลคูเคอร์บิตา (Cucurbita spp.) ได้แก่ ฟักทอง สควอช ซูกินิ และผลสดของพืชสกุลรูบัส ได้แก่ แบล็คเบอร์รี ราสพ์เบอร! ์รี และยังเบอร์รี เนื่องจากออสเตรเลียไม่พร้อมให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบระบบการตรวจรับรองศัตรูพืชก่อนส่งออกตามเงื่อนไขการนำเข้าใหม่ของกรมวิชาการเกษตรจึงต้องระงับการนำเข้าผลไม้สดดังกล่าว

ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้ปรับปรุงเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าผลไม้สดจากออสเตรเลียเพิ่มเติม 27 รายการ เช่น กีวี พลับ สตรอเบอร์รี แอปเปิล มะม่วง อโวคาโด แอปริคอท เชอร์รี พลัม ท้อ เนคทารีน สาลี่ มันฝรั่ง ข้าวฟ่าง และข้าวโพด โดยอยู่ระหว่างการเตรียมเพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกักกันพืชพิจารณา หลังจากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะไปตรวจสอบระบบรับรองศัตรูพืชก่อนออสเตรเลียส่งออก หากผ่านการตรวจประเมินจะอนุญาตให้นำเข้าได้เป็นรายสินค้า และคาดว่าปี 2555 การกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าผลไม้จากออสเตรเลียจะครอบคลุมพืชทุกชนิด

การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอาจกระทบต่อการนำเข้าสินค้าผลไม้สดบางชนิดจากออสเตรเลียในระยะแรก แต่เป็นการป! ้องกันแมลงวันผลไม้ที่ร้ายแรง 2 ชนิด ได้แก่ แมลงวันผลไม้ Medite! rranean fruit fly (Ceratitis capitata) และ Queensland fruit fly (Bectrocera tryoni) นอกจากนั้น ยังเป็นการทำให้ไทยได้รับสินค้าผลไม้สดที่มีคุณภาพ ปลอดจากแมลงศัตรูพืช และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศด้วย




ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ( 30 ธันวาคม 2554 )

27 December 2011

ญี่ปุ่นปรับปรุงแบบฉลากโภชนาการอาหาร

 
                หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคญี่ปุ่น (CAA) ได้พิจารณาระบบการติดฉลากโภชนาการอาหารเสร็จสิ้นแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม CAA ยังไม่ได้พิจารณาเรื่อง กรดไขมันทรานส์ (Trans – fatty acid) เนื่องจากคณะกรรมาธิการความปลอดภัยอาหารรายงานว่าปริมาณการบริโภคกรดไขมันทรานส์เฉลี่ยใน 1 วันของชาวญี่ปุ่น เท่ากับ 0.6 % ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้ที่ 1 %

                จากผลการสำรวจของ CAA เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 พบว่า 82 % ของอาหารแปรรูปมีการติดฉลากโภชนาการอาหารซึ่งเป็นการดำเนินการต! ามความสมัครใจ อาหารที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณทางโภชนาการ ส่วนประกอบทางโภชนาการจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการติดฉลากภายใต้ Health Promotion Act การติดฉลากโภชนาการอาหารในปัจจุบันนั้นไม่ได้กำหนดรูปแบบมาตรฐานของข้อมูลที่แสดงบนฉลาก ผู้ผลิตจึงสามารถเลือกว่าจะแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหารในลักษณะ ต่อหน่วยบริโภค ต่อบรรจุภัณฑ์ หรือ ต่อ 100 กรัมได้

                อย่างไรก็ตาม รายงานการประชุม CAA เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 กำหนดให้ส่วนประกอบด้านโภชนาการอาหารที่แสดงบนฉลากต้องประกอบด้วย พลังงาน โซเดียม ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ตามลำดับ พลังงานงานเป็นส่วนประกอบแรกที่ต้องแสดงบนฉลาก ส่วนโซเดียมเป็นลำดับที่ 2 เนื่องจากการบริโภคโซเดียมของชาวญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยใน 1 วัน สูงกว่าปริมาณเฉลี่ยทั่วโลก และของ WHO นอกจากนี้ รายงานแนะนำให้ CAA จัดทำระบบติดฉลากโภชนาการอาหารในรูปแบบที่ง่ายสำหรับอาหารแปรรูป และจะสรุปผลการหารือเกี่ยวกับฉลากโภชนาการอาหารใหม่ภายในเดือนมิถุนายน 2555

 

 

ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว  ( 27  ธันวาคม 2554 )