Pages

14 January 2011

มาอ่านต่อกัน กับ บัญญัติ 10 ประการของผู้นำยุคไร้พรมแดน

4) การสร้างเครือข่ายกับองค์การอื่น เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีและต่อทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการรักษาหรือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไว้ให้ได้

5) ทบทวนเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงาน เพื่อให้แน่งใจว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อในกระบวนการธุรกิจต่าง ๆ อันทำให้กระบวนการทางธรกิจและย่อยลงมาถึงกระบวนการทำงานทันสมัย พนักงานสามารถทำงานได้สะดวกขึ้น ในขณะที่ฝ่ายบริหารสามารถ monitor การทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีเองก็ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กว้างขวางมากขึ้น

6) บุคลากรต้องได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเป็นทีม ทั้งทีมในฝ่ายและทีมข้ามสายงาน โดยอาจจะมีการปรับวัฒนธรรมองค์การให้รองรับรูปแบบการทำงานนี้ พร้อมกับพนักงานเองก็ต้องได้รับการพัฒนาให้มีทักษะเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย

7) ปรับระบบการทำงานให้ทันสมัย โดยใช้เครื่องมือการบริหารจัดการใหม่ ๆ เช่น Management Cockpit, HRIS เป็นต้น

8) แสวงหาแหล่งทุนทั้งภายในและภาคนอกองค์การ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในลักษณะการกระจายความเสี่ยง และการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

9) การแสวงหาแหล่งตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ พร้อมกับการพยายามรักษาฐานลูกค้ารายเดิมไว้ให้ได้อย่างแน่นเหนียว

10) ทบทวนระบบและแนวทางปฎิบัติของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อองค์การต้องจ้างแรงงานฝีมือมาทำงานในองค์การ

เชื่อว่า 10 ประการที่สรุปมาเสนอ โดยผมเองเรียบเรียงใหม่เพื่อให้หัวข้อเป็นลำดับชัดเจนจากต้นฉบับนี้ จะเป็นเหมือนรายการตรวจสอบความพร้อมขององค์การของท่าน โดยเฉพาะภายในบทบาทการนำของผู้บริหารองค์การ อันจะช่วยให้เราพร้อมเผชิญสถานการณ์ได้อย่างดีและราบรื่น

บัญญัติ 10 ประการของผู้นำยุคไร้พรมแดน

1) ผู้นำธุรกิจ (Leader) จะมุ่งพิจารณา 2 เรื่องหลัก คือวิสัยทัศน์ขององค์การ ที่จะต้องเล็งเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และต้องมีการวางแผนเตรียมการรองรับหรือรับมือไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่ต้องเตรียมนั้น มีทั้งแบบ Soft และแบบ Hard Skills ในทำนองเดียวกัน หัวหน้างานที่ทำหน้าที่บริหารส่วนงานต่าง ๆ ในองค์การ ก็ต้องได้รับการถ่ายทอดวิสัยทัศน์และมุมมองเหล่านี้ที่ถูกต้องตรงกัน เพื่อกระจายไปยังพนักงานระดับปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้นำในสไตล์อย่างไรที่ควรจะเป็นในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้รู้ท่านนี้เสนอว่า มันต้องเป็นแบบมั่นใจ กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจ โดยใช้กลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจที่เหมาะสม
นอกจากนี้ บทบาทของผู้นำไม่ว่าจะสไตล์ใด ที่ต้องทำประกอบด้วย การแบ่งปันอำนาจการบริหารลงไปสู่ผู้ปฏิบัติที่เรียกกันว่า “Empowerment” การยึดมั่นคำสัญญา มีความทุ่มเท และเป็นแบบอย่างของความเสียสละ สร้างคนทดแทน และมีหลักการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

2) ปรับตัวยืดหยุ่น คือ มีความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ โดยผู้นำต้องยอมรับว่า
2.1) ยอมรับความเปลี่ยนแปลง
2.2) สร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้
2.3) จัดให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจ เช่น หน่วยงาน Business Alliance, Business Development ที่โฟกัสในงานการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบการทำงาน เป็นต้น
2.4) พิจารณาเลือกใช้บริการ Outsource ในงานที่ไม่สร้างผลผลิตหลักให้แก่องค์การ หรืองานที่ไม่ใช่ Core Business ตัวอย่างเช่น งาน Call Center ของธนาคารต่าง ๆ หรืองานที่จะต้องติดตามทวงหนี้ เราจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วธนาคาร จะใช้บริการ Outsource คนทำงานจากบริษัทภายนอก โดยไม่ต้องมีภาระผูกพันในเชิงการบริหารจัดการเช่นเรื่องการพัฒนาบุคลากร การจัดสวัสดิการค่าตอบแทนที่ซับซ้อน เป็นต้น และมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนในระยะยาวขององค์การ
2.5) วิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทำงานภายใน เช่นการให้บริการลูกค้า ซึ่งก็คือการมุ่งปรับลดกระบวนการทำงานให้กระชับ ไม่ซ้ำซ้อน โดยพิจารณาในเรื่องของการปรับโครงสร้างองค์การ และอื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย

3) ปฏิรูปค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การเสียใหม่ โดย
3.1) เน้นการสร้างค่านิยมความมีจิตวิญญาณผู้ประกอบการให้แก่พนักงาน
3.2) สรรหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมสอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์การ
3.3) อาจจะจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารระดับต่าง ๆ มีศักยภาพความสามารถ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นและเพียงพอต่อการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่การดำเนินงานขององค์การ
3.4)ปลูกฝังค่านิยมใหม่ของการท้าทายความเปลี่ยนแปลง ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดรูปแบบ กล้านำเสนอความเห็น ซึ่งจะต้องให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ ซึ่งผมได้นำเสนอเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “ความเสี่ยงในการบริหารวัฒนธรรมองค์การ” ที่ผมนำเสนอไว้ 3 ตอน ลองอ่านประกอบดูครับ
3.5) ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารที่มีต่องาน HR ใหม่ จากที่มองว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นค่าใช้จ่าย มาเป็นการลงทันเพื่อการสร้างความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และถือว่ามันคือหน้าที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องทำ


เอาไปอ่านก่อน อ่านแล้วทำให้คิดนะครับ

19 December 2010

ปี 54 จะเป็นปีทองของภาคเกษตร





สศก.คาดว่า เศรษฐกิจเกษตรปี 54 จะเติบโต 1.4-2.4% เทียบกับ -0.9% ของปีนี้ เนื่องจากพืชผลเกือบทุกชนิดจะมีระดับราคาสูงขึ้น เช่น

ข้าว ราคาจะสูงขึ้นจาก demand ของโลก และอินเดียประสบภัยแล้ง

มันสำปะหลัง พื้นที่เก็ยเกี่ยวจะลดลงจากเหตุภัยแล้ง และเพลี้ยแป้ง รวมถึงน้ำท่วม ทำให้ราคาจะสูงขึ้น

ยางพารา ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรดูแลต้นยางดี และราคายางจะยังสูงขึ้นอีกตาม demand ของโลก โดย ราคายางตลาดล่วงหน้าอยู่ที่ 130 บาท/กก.แล้ว

กุ้ง ปี54 จะส่งออก 400,000 ตันใกล้เคียงปีนี้ แต่ราคากุ้งจะสูงขึ้น 20% เพราะหลายประเทศ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย ประสบปัญหาโรคระบาด แต่ยังกังวลค่าเงินบาท และต้องระวังไม่ให้ส่งกุ้งเกินเพดานของ EU

ไก่ ราคาจะสูงขึ้น จากเหตุวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่ EU จะนำเข้าไก่สดจากไทยอีกครั้ง

17 December 2010

รัสเซียเฉือนโควต้าเนื้อสัตว์ปีกนำเข้าลงอีก



Victor Zubkov รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียเปิดเผยว่า รัสเซียตัดโควต้าเนื้อสัตว์ปีกนำเข้าของปี 2554
>
> ลงเหลือ 350,000 ตัน ถือว่าเป็นปริมาณที่ลดลงกว่าปริมาณเนื้อสัตว์ปีกที่นำเข้าในปี 2553 50% และ
>
> น้อยกว่าที่เคยประกาศไว้ 40% Dmitry Rylko ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการตลาด
>
> การเกษตร ในกรุงมอสโคว กล่าวว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2552 รัฐบาลรัสเซียเคยประกาศไว้ว่าจะนำ
>
> เข้าเนื้อสัตว์ปีกในปี 2554 ลดลงเหลือเพียง 600,000 ตัน และในปี 2555 เหลือเพียง 550,000 ตัน
>
> อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ลดลงดังกล่าวก็เป็นไปตามที่ภาคอุตสาหกรรมได้คาดการณ์ไว้ และปริมาณ
>
> โควต้าส่วนใหญ่เป็นของสหรัฐฯ ! อนึ่งรัสเซียได้นำวิธีการนำเข้าเนื้อสัตว์แบบ
>
> โควต้ามาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตภายในประเทศ โดยรัสเซียค่อยๆ ลดปริมาณเนื้อสัตว์ปีกนำเข้าลงเพื่อปก
>
> ป้องปริมาณเนื้อสัตว์ปีกที่ผลิตภายในประเทศ แม้ว่าราคาเนื้อสัตว์ปีกที่นำเข้าจะมีราคาที่ต่ำกว่า
>
> ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 เนื้อสัตว์ปีกที่ผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้น 13% หรือมีปริมาณทั้งหมด
>
> 2.9 ล้านตัน

16 November 2010

นายจ้างกับลูกจ้าง








คนเป็นนายจ้าง
รู้ความแตกต่าง ลูกจ้างของตน
ใช้งานให้เหมาะ แต่ละบุคคล
จึงจะได้ผล ตามที่ต้องการ



ใครทำงานดี
รางวัลต้องมี ให้พอประมาณ
ลูกจ้างเจ็บป่วย ช่วยพยาบาล
ข้าวปลาอาหาร เลี้ยงดูให้ดี



วันตรุษสงกรานต์
ให้เขาหยุดงาน เที่ยวอย่างเสรี
ลูกจ้างทั้งหลาย เห็นนายใจดี
พวกเขาต้องมี ใจคิดแทนคุณ




ไม่นอนตื่นสาย
ลุกขึ้นขวนขวาย ก่อนรุ่งอรุณ
รีบไปทำงาน ทดแทนบุญคุณ
นายจ้างเจือจุน ลูกจ้างเห็นใจ



เวลาเลิกงาน
ให้นายกลับบ้าน ก่อนจึงค่อยไป
เครื่องมือเก็บงำ ดูน้ำดูไฟ
ปิดเสียก่อนไป ช่วยนายประหยัด




นายจ้างใจดี
ลูกจ้างต้องมี จิตใจซื่อสัตย์
ไม่เห็นแก่ได้ นิสัยมัธยัสถ์
ไม่คิดเอารัด เอาเปรียบผู้ใด



พัฒนาตนเอง
ให้ดีให้เก่ง ยิ่งยิ่งขึ้นไป
สรรเสริญนายจ้าง เกียรติขจรไกล
แบ่งดีกันได้ ได้ดีทุกคน