กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามระบุว่า ในช่วงเดือน มกราคม – พฤศจิกายน 2554 อุตสาหกรรมการเกษตร ป่าไม้ และประมงเวียดนาม มีมูลค่าการส่งออก 22.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้น 30.6 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553
สินค้าเกษตรมีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดที่ 12.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตที่ 36.6 % รองลงมาคือ สินค้าประมง มีมูลค่าการส่งออกที่ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตที่ 24.9 % และสินค้าป่าไม้มีมูลค่าการส่งออกที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตที่ 14.2 % โดยจีนเป็นตลาดสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงส่งออกท! ี่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มีมูลค่าส่งออกที่ 4.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือตลาดในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกที่ 3.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นาย Nguyen Viet Chien ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลและสถิติของกระทรวงฯ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดในประเทศและตลาดโลกที่เป็นบวกเป็นสาเหตุที่ทำให้สินค้าเหล่านี้มีมูลค่าการส่งออกมากขึ้น ขณะที่ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงขึ้นจึงมั่นใจว่า ในปี 2554 เวียดนามจะสามารถส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงได้ตามเป้าหมายที่ 23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2554 สินค้าส่งออกที่สำคัญเกือบทุกรายการมีภาพรวมการส่งออกเป็นบวก เช่น การส่งออกข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น 16.7 % และ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 7.1 % โดยราคาข้าวส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 505 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ เพิ่ม 8.1 % เมื่อเทียบกับปี 2553 และสินค้าเกษตรอื่นๆเช่น กาแฟ ยางพารา และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีปริมาณส่งออกลดลงแต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนพริกไทยมีปริมาณและมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ! ้น
ที่มา : VN Agency (30/11/54
30 November 2011
29 November 2011
การเก็บเกี่ยวพืชผลเกาหลีเหนือดีขึ้นแต่ปัญหาทุพโภชนาการยังอยู่
รายงานจากองค์การเกษตรและอาหาร (FAO) และโครงการอาหารโลก (WFP) จากองค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2554 การเก็บเกี่ยวพืชผลของเกาหลีเหนือจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 % เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 แต่อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าภาวะทุพโภชนาการในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีสาเหตุจากการขาดโปรตีนหรือการขาดแคลนอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในปี 2555 ประชาชนประมาณ 3 ล้านคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร และองค์การสหประชาชาติได้ร้องขอให้ประเทศที่ร่ำรวยพักเรื่องการเมืองไว้ก่อนแล้วหันมาช่! วยเหลือชาวเกาหลีเหนือซึ่งกำลังประสบภาวะขาดแคลนอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม เกิดความกังวลว่ารัฐเกาหลีเหนือจะปฏิเสธความช่วยเหลือด้านอาหารหรือไม่
ทั้งนี้ แม้ว่าการเก็บเกี่ยวพืชผลส่วนใหญ่ของเกาหลีเหนือจะดีขึ้น แต่ FAO เตือนว่าภาวะทุพโภชนาการจะยังเป็นปัญหาต่อไป
ที่มา : ABC News (29/11/54
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ในปี 2555 ประชาชนประมาณ 3 ล้านคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร และองค์การสหประชาชาติได้ร้องขอให้ประเทศที่ร่ำรวยพักเรื่องการเมืองไว้ก่อนแล้วหันมาช่! วยเหลือชาวเกาหลีเหนือซึ่งกำลังประสบภาวะขาดแคลนอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม เกิดความกังวลว่ารัฐเกาหลีเหนือจะปฏิเสธความช่วยเหลือด้านอาหารหรือไม่
ทั้งนี้ แม้ว่าการเก็บเกี่ยวพืชผลส่วนใหญ่ของเกาหลีเหนือจะดีขึ้น แต่ FAO เตือนว่าภาวะทุพโภชนาการจะยังเป็นปัญหาต่อไป
ที่มา : ABC News (29/11/54
อินเดียไฟเขียวสร้างห้างฝรั่งในประเทศ
อินเดียผ่านข้อเสนอที่พิจารณามายาวนานให้สร้างห้างสรรพสินค้าที่มีบริษัทแม่จากต่างประเทศ โดยนายเควี โทมัส รัฐมนตรีกระทรวงอาหารเปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีได้ข้อตกลงให้ห้างสรรพสินค้าที่มีเจ้าของจากต่างประเทศ เช่น วอลมาร์ต และ เทสโก้ สามารถถือหุ้นห้างที่มาเปิดในอินเดียได้ 51%
อย่างไรก็ตามห้างสรรพสินค้าที่มีเจ้าของจากต่างประเทศ ขณะนี้สามารถค้าส่งได้เท่านั้นและไม่สามารถจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยมติดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว
ที่มา : FIS (29/11/54)
28 November 2011
จีนยกเว้นภาษีสินค้ากัมพูชา 418 รายการ
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 เจ้าหน้าที่พาณิชย์กัมพูชารายงานว่า จีนยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากกัมพูชาจำนวน 418 รายการ ซึ่งเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้แก่ผู้ผลิตกัมพูชา แต่อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากการยกเว้นภาษีดังกล่าว เนื่องจากการขาดแคลนทรัพยากร คุณภาพสินค้าและข้อมูลตลาด
ในบรรดาสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี 418 รายการ กัมพูชาส่งออกสินค้าสิ่งทอ รองเท้า สินค้าเกษตร เป็นส่วนใหญ่ และมีสินค้าจากป่า และสินค้าอาหาร และแม้ว่าในขณะนี้ กัมพูชาจะส่งออกสินค้าไปยังจีนมีปริมาณน้อย แต่ในอนาคต กัมพูชาคาดว่าจีนจะเป็นตลาด! ส่งออกสินค้าที่ใหญ่ที่สุด
สินค้าที่ได้รับการยกภาษี เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า อาหาร สัตว์มีชีวิต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อ้อย ผลไม้ กาแฟ เฟอร์นิเจอร์ หวาย พืชที่ใช้ในการเภสัชกรรม น้ำมันข้าวโพดดิบ น้ำมันงา ส่วนข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมากในกัมพูชา ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี
รายงานกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า ในเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเท่ากับ 912.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 82 .% จาก 501 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปี 2553 และในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มูลค่าการส่งออกสินค้าจากกัมพูชาไปยังจีนอยู่ที่ 66.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 275 % จาก 17.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนมายังกัมพูชาอยู่ที่ 846.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 % จาก 483.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
&nbs! p; ! &n bsp; ทั้งสองประเทศคาดว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศจะแตะที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554
ที่มา : Xinhua News (28/11/54)
ในบรรดาสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี 418 รายการ กัมพูชาส่งออกสินค้าสิ่งทอ รองเท้า สินค้าเกษตร เป็นส่วนใหญ่ และมีสินค้าจากป่า และสินค้าอาหาร และแม้ว่าในขณะนี้ กัมพูชาจะส่งออกสินค้าไปยังจีนมีปริมาณน้อย แต่ในอนาคต กัมพูชาคาดว่าจีนจะเป็นตลาด! ส่งออกสินค้าที่ใหญ่ที่สุด
สินค้าที่ได้รับการยกภาษี เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า อาหาร สัตว์มีชีวิต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อ้อย ผลไม้ กาแฟ เฟอร์นิเจอร์ หวาย พืชที่ใช้ในการเภสัชกรรม น้ำมันข้าวโพดดิบ น้ำมันงา ส่วนข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมากในกัมพูชา ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี
รายงานกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาระบุว่า ในเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเท่ากับ 912.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 82 .% จาก 501 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปี 2553 และในช่วงเดือนมกราคม - มิถุนายน 2554 มูลค่าการส่งออกสินค้าจากกัมพูชาไปยังจีนอยู่ที่ 66.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 275 % จาก 17.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีนมายังกัมพูชาอยู่ที่ 846.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 % จาก 483.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
&nbs! p; ! &n bsp; ทั้งสองประเทศคาดว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศจะแตะที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554
ที่มา : Xinhua News (28/11/54)
25 November 2011
รับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ (ไทยโพสต์)
ไขมันถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากบริโภคในปริมาณที่มากจนเกินไป อาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และส่งผลให้เกิดโรคหัวใจตามมาได้ ดังนั้นการรับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ผศ.ดร.อริสร์ เทียนประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร แนะนำถึงวิธีการรับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ว่า ไขมันนั้นเป็นสารอาหารตัวหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย และร่างกายจำเป็นต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวที่ไปช่วยละลายวิตามินซีในร่างกาย ถ้าร่างกายไม่มีไขมันก็จะทำให้ร่างกายขาดวิตามินไปด้วย และที่สำคัญร่างกายสามารถสร้างไขมันได้เอง โดยการรับประทานอาหารประเภทแป้ง และกระบวนการในร่างกาย จะเป็นตัวที่เปลี่ยนพลังงานจากแป้งเป็นกรดไขมัน ที่เรียกกันว่า "ไตรกลีเซอไรด์" ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อริสร์กล่าวว่า ถึงแม้ว่าไขมันจะจำเป็นต่อร่างกาย แต่ต้องได้รับไม่ต่ำกว่า 15% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน สำหรับไขมันที่แนะนำให้รับประทานคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว หรือเป็นไขมันตัวที่ดีและมีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะพบได้ในน้ำมันพืช น้ำมันปลา (ซึ่งอาจจะเป็นคนละชนิดแต่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน) เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้น แบ่งเป็น
1.เป็นส่วนประกอบของเซลล์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นโครงสร้างของเซลล์ และสามารถย่อยสลายได้ง่าย จึงช่วยป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดต่าง ๆ ได้ ดังนั้นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจก็จะลดลงเช่นกัน
2.กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนประกอบ หรือสารตั้งต้นในการสร้างสารที่สำคัญต่อร่างกาย จำพวกสารในกลุ่มไอโคสนอยด์ ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน แต่สารตัวนี้จะทำงานเฉพาะที่ หรือคล้ายกับเป็นตัวคำสั่งให้แก่เซลล์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหลในกรณีที่โดนมีดบาด หกล้ม หรือเป็นแผล เป็นต้น
ผศ.ดร.อริศร์กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่แนะนำให้รับประทานน้ำมันมะกอก เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และมีราคาที่ค่อนข้างแพง ดังนั้นจึงไม่คุ้มค่าในการนำมาปรุงอาหาร ขณะเดียวกันการรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องรับประทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มาก จะทำให้ได้รับกรดไขมันอิ่มตัวอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างการอุดตันให้กับเกล็ดเลือด ดังนั้นการเลือกรับประทานไขมันจากน้ำมันปลาที่มีโอเมกา 3 ซึ่งพบในปลาทะเลและปลาน้ำจืดนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเลือกรับประทานกรดไขมัน ที่ไม่อิ่มตัว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษากรดไขมัน โดยการหลีกเลี่ยงการทอด เพราะการทอดจะทำให้สูญเสียสารอาหารบางตัวไป แต่ควรปรุงอาหารโดยการต้ม นึ่ง หรือปิ้งปลา โดยใช้บรรจุภัณฑ์ห่ออาหารแทนก็จะดี
ส่วนไขมันที่ควรเลี่ยงนั้น ผศ.ดร.อริศร์กล่าวว่า เป็นไขมันจำพวกอิ่มตัว โดยเฉพาะไขมันที่มีการอิ่มตัวมาก ๆ ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์บก เช่น เนื้อหมูหรือมันหมู ที่มีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เนื้อวัว และไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่ได้มาจากกระบวนการผลิตอาหาร ที่เปลี่ยนแปลงน้ำมันให้มีการแข็งตัวมากขึ้น เช่น มาการีนที่ใช้ทาขนมปัง เป็นต้น เพราะการรับประทานไขมันอิ่มตัวเข้าไปเป็นจำนวนมากนั้น จะส่งผลทำให้น้ำหนักเกิน หลอดเลือดอุดตัน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวนั้นจะมีการเผาผลาญในลักษณะคงที่ ทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงส่งผลทำให้เกิดโรคที่กล่าวมาข้างต้นได้ ดังนั้นจึงควรได้รับในปริมาณที่น้อยกว่า 1%
ท้ายนี้ ผศ.ดร.อริสร์ แนะนำว่า การเลือกรับประทานไขมันให้เหมาะสมกับร่างกายนั้น ในแต่ละวันควรได้รับไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของไขมันโดยรวมในร่างกาย ส่วนการรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ควรได้รับไม่เกิน 11% เนื่องจากการที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นจะมีลักษณะไม่คงที่ จึงทำให้เกิดการย่อยสลายได้ง่าย และเมื่อย่อยสลายได้ง่าย ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นไม่ควรได้รับเกิน 11% ของพลังงานโดยรวมในร่างกายนั่นเอง
ผศ.ดร.อริสร์ เทียนประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร แนะนำถึงวิธีการรับประทานไขมันให้ได้ประโยชน์ว่า ไขมันนั้นเป็นสารอาหารตัวหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย และร่างกายจำเป็นต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวที่ไปช่วยละลายวิตามินซีในร่างกาย ถ้าร่างกายไม่มีไขมันก็จะทำให้ร่างกายขาดวิตามินไปด้วย และที่สำคัญร่างกายสามารถสร้างไขมันได้เอง โดยการรับประทานอาหารประเภทแป้ง และกระบวนการในร่างกาย จะเป็นตัวที่เปลี่ยนพลังงานจากแป้งเป็นกรดไขมัน ที่เรียกกันว่า "ไตรกลีเซอไรด์" ได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อริสร์กล่าวว่า ถึงแม้ว่าไขมันจะจำเป็นต่อร่างกาย แต่ต้องได้รับไม่ต่ำกว่า 15% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน สำหรับไขมันที่แนะนำให้รับประทานคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว หรือเป็นไขมันตัวที่ดีและมีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะพบได้ในน้ำมันพืช น้ำมันปลา (ซึ่งอาจจะเป็นคนละชนิดแต่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน) เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้น แบ่งเป็น
1.เป็นส่วนประกอบของเซลล์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นโครงสร้างของเซลล์ และสามารถย่อยสลายได้ง่าย จึงช่วยป้องกันการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดต่าง ๆ ได้ ดังนั้นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจก็จะลดลงเช่นกัน
2.กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นส่วนประกอบ หรือสารตั้งต้นในการสร้างสารที่สำคัญต่อร่างกาย จำพวกสารในกลุ่มไอโคสนอยด์ ที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน แต่สารตัวนี้จะทำงานเฉพาะที่ หรือคล้ายกับเป็นตัวคำสั่งให้แก่เซลล์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหลในกรณีที่โดนมีดบาด หกล้ม หรือเป็นแผล เป็นต้น
ผศ.ดร.อริศร์กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่แนะนำให้รับประทานน้ำมันมะกอก เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และมีราคาที่ค่อนข้างแพง ดังนั้นจึงไม่คุ้มค่าในการนำมาปรุงอาหาร ขณะเดียวกันการรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องรับประทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะหากรับประทานในปริมาณที่มาก จะทำให้ได้รับกรดไขมันอิ่มตัวอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างการอุดตันให้กับเกล็ดเลือด ดังนั้นการเลือกรับประทานไขมันจากน้ำมันปลาที่มีโอเมกา 3 ซึ่งพบในปลาทะเลและปลาน้ำจืดนั้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการเลือกรับประทานกรดไขมัน ที่ไม่อิ่มตัว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษากรดไขมัน โดยการหลีกเลี่ยงการทอด เพราะการทอดจะทำให้สูญเสียสารอาหารบางตัวไป แต่ควรปรุงอาหารโดยการต้ม นึ่ง หรือปิ้งปลา โดยใช้บรรจุภัณฑ์ห่ออาหารแทนก็จะดี
ส่วนไขมันที่ควรเลี่ยงนั้น ผศ.ดร.อริศร์กล่าวว่า เป็นไขมันจำพวกอิ่มตัว โดยเฉพาะไขมันที่มีการอิ่มตัวมาก ๆ ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์บก เช่น เนื้อหมูหรือมันหมู ที่มีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เนื้อวัว และไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่ได้มาจากกระบวนการผลิตอาหาร ที่เปลี่ยนแปลงน้ำมันให้มีการแข็งตัวมากขึ้น เช่น มาการีนที่ใช้ทาขนมปัง เป็นต้น เพราะการรับประทานไขมันอิ่มตัวเข้าไปเป็นจำนวนมากนั้น จะส่งผลทำให้น้ำหนักเกิน หลอดเลือดอุดตัน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวนั้นจะมีการเผาผลาญในลักษณะคงที่ ทำให้เกิดการสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงส่งผลทำให้เกิดโรคที่กล่าวมาข้างต้นได้ ดังนั้นจึงควรได้รับในปริมาณที่น้อยกว่า 1%
ท้ายนี้ ผศ.ดร.อริสร์ แนะนำว่า การเลือกรับประทานไขมันให้เหมาะสมกับร่างกายนั้น ในแต่ละวันควรได้รับไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของไขมันโดยรวมในร่างกาย ส่วนการรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวนั้น ควรได้รับไม่เกิน 11% เนื่องจากการที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้นจะมีลักษณะไม่คงที่ จึงทำให้เกิดการย่อยสลายได้ง่าย และเมื่อย่อยสลายได้ง่าย ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นไม่ควรได้รับเกิน 11% ของพลังงานโดยรวมในร่างกายนั่นเอง
อียูชี้มลภาวะอากาศก่อต้นทุนกว่า 1 แสนล้านยูโร
สำนักงานด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ระบุว่ามลภาวะทางอากาศก่อต้นทุนมูลค่ากว่า 1 แสนล้านยูโร (134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2552 รวมถึงการทำให้คนงานป่วย และสร้างความเสียหายแก่พืชผลทางการเกษตร
ทั้งนี้สหภาพยุโรประบุว่า ภาคพลังงานเป็นภาคที่มีต้นทุนด้านมลภาวะสูงที่สุด ตามมาด้วย ภาคอุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตต่างๆ
แจคเกอลีน แมคเกลด หัวหน้าสำนักงานด้านสิ่งแวดล้อมสหภาพยุโรป กล่าวว่ารายงานชิ้นนี้ ตอกย้ำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของยุคสมัยที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น
รายงานการประเมินของสหภาพยุโรปครั้งนี้อิงฐานตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นต้นตอทำให้เกิดมลภาวะมากที่สุด 1 หมื่นแห่งในยุโรป หลักการประเมินครอบคลุมถึงต้นทุนด้านการดูแลสุขภาพและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความสามารถด้านการผลิต รวมทั้ง ผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและความเสียหายทางวัตถุ
สหภาพยุโรประบุว่า เยอรมนี โปแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี เป็นกลุ่มประเทศที่แบกต้นทุนที่เกิดจากการก่อมลภาว! ะสูงสุด
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (24 พฤศจิกายน 2554
ทั้งนี้สหภาพยุโรประบุว่า ภาคพลังงานเป็นภาคที่มีต้นทุนด้านมลภาวะสูงที่สุด ตามมาด้วย ภาคอุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตต่างๆ
แจคเกอลีน แมคเกลด หัวหน้าสำนักงานด้านสิ่งแวดล้อมสหภาพยุโรป กล่าวว่ารายงานชิ้นนี้ ตอกย้ำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของยุคสมัยที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานสะอาดรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น
รายงานการประเมินของสหภาพยุโรปครั้งนี้อิงฐานตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นต้นตอทำให้เกิดมลภาวะมากที่สุด 1 หมื่นแห่งในยุโรป หลักการประเมินครอบคลุมถึงต้นทุนด้านการดูแลสุขภาพและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากความสามารถด้านการผลิต รวมทั้ง ผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและความเสียหายทางวัตถุ
สหภาพยุโรประบุว่า เยอรมนี โปแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี เป็นกลุ่มประเทศที่แบกต้นทุนที่เกิดจากการก่อมลภาว! ะสูงสุด
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (24 พฤศจิกายน 2554
ความต้องการอาหารทั่วโลกอาจเพิ่มเป็น 2 เท่าในปี 2593
ทีมนักวิจัยซึ่งมี นาย David Tilman อาจารย์มหาวิทยาลัย Minnesota สหรัฐฯ เป็นหัวหน้าทีม ระบุว่า ความต้องการอาหารทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในปี 2593
ถ้าจะให้มีปริมาณอาหารเพียงพอต่อความต้องการอาจต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกในประเทศยากจน ซึ่งหมายความว่าต้องเตรียมพื้นที่เพาะปลูก 2.5 พันล้านเอเคอร์ (1 พันล้านเฮ็คตาร์) นับเป็นจำนวนพื้นที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯ แต่การเพิ่มการใช้พื้นที่มากขึ้นอาจทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นสองเท่า และอาจทำให้สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ แต่สามารถใช้วิธีการเกษตรแบบเข้มข้น (intensive farming) เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้พื้นที่ประมาณถึง 500 ล้านเอเคอร์ และเราสามารถรักษาระบบนิเวศน์ของโลกได้ด้วยการช่วยประเทศยากจนให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้
ที่มา : Bloomberg (22 พฤศจิกายน 2554
ถ้าจะให้มีปริมาณอาหารเพียงพอต่อความต้องการอาจต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกในประเทศยากจน ซึ่งหมายความว่าต้องเตรียมพื้นที่เพาะปลูก 2.5 พันล้านเอเคอร์ (1 พันล้านเฮ็คตาร์) นับเป็นจำนวนพื้นที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯ แต่การเพิ่มการใช้พื้นที่มากขึ้นอาจทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นสองเท่า และอาจทำให้สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ แต่สามารถใช้วิธีการเกษตรแบบเข้มข้น (intensive farming) เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้พื้นที่ประมาณถึง 500 ล้านเอเคอร์ และเราสามารถรักษาระบบนิเวศน์ของโลกได้ด้วยการช่วยประเทศยากจนให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้
ที่มา : Bloomberg (22 พฤศจิกายน 2554
24 November 2011
กระดาษที่ทำมาจากของเหลือจากการผลิตน้ำแอปเปิ้ล
นาย Alberto Volcan นักวิจัยชาวอิตาเลียนจากแคว้นอัลโต อาดีเจ (Alto Adige)ได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรวิธีการผลิตกระดาษแบบใหม่โดยใช้ของเหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำแอปเปิ้ล วิธีการผลิตกระดาษแบบนี้เรียกว่า Vulcan Process ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ การทำส่วนที่เหลือจากแอปเปิ้ลให้แห้งเสียก่อน แล้วทำให้ส่วนที่เหลือเย็น จากนั้นให้บดเพื่อให้ได้แป้งจากแอปเปิ้ล กระบวนการ Vulcan Process ต้องทำก่อนการหมักแอปเปิ้ล (fermentation process) เพราะการหมักจะทำให้สูญเสียส่วนประกอบที่เป็นเซลลูโลสและน้ำตาล แป้งแอปเปิ้ลที่ได้จะประกอบด้วยเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และแพคติน ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตกระดาษ กระดาษที่ผลิตได้เรียกเป็นภา! ษาอิตาเลียนว่า “ Cartamela ” ( กระดาษที่ผลิตจากแอปเปิ้ล เพราะมีแป้งแอปเปิ้ลเป็นส่วนประกอบสำคัญถึง 50 – 70 % ส่วนประกอบที่เหลือเป็นกระดาษรีไซเคิล )
ที่มา : สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (23/11/54)
ที่มา : สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (23/11/54)
บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ผลิต
Slow Food องค์กรภาคประชาสังคมเพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมอาหารประจำท้องถิ่นได้ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเปิดเวทีหารือกับผู้ผลิตอาหารประเภท Slow Food
เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อกระตุ้นเรื่องดังกล่าว การชักชวนนี้สอดคล้องกับคำขวัญ ดี (Good) ถูกต้อง (Righteous) และสะอาด (Clean) ของ Slow Food กล่าวคือ ดี หมายถึง อาหารต้องมีรสชาติดี ถูกต้อง หมายถึง ความถูกต้องของกระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ สะอาด หมายถึง การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิตจนถึงขั้น! สุดท้าย คือ บรรจุภัณฑ์
ที่มา : สำนักงานการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (23/11/54
เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อกระตุ้นเรื่องดังกล่าว การชักชวนนี้สอดคล้องกับคำขวัญ ดี (Good) ถูกต้อง (Righteous) และสะอาด (Clean) ของ Slow Food กล่าวคือ ดี หมายถึง อาหารต้องมีรสชาติดี ถูกต้อง หมายถึง ความถูกต้องของกระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ สะอาด หมายถึง การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิตจนถึงขั้น! สุดท้าย คือ บรรจุภัณฑ์
ที่มา : สำนักงานการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (23/11/54
เวียดนามส่งออกข้าวกว่า 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 54
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 หนังสือพิมพ์ Vietnam News Agency รายงานว่า ในเดือนมกราคม – ตุลาคม 2554 เวียดนามส่งออกข้าว 6.38 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 3.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างตัวเลขจากกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนาม (MARD)
เอเชียเป็นตลาดข้าวที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คิดเป็น 64 % ของการส่งออกข้าวทั้งหมด รองลงมาคือ แอฟริกา 25 % และ อเมริกา 7 %
นับเฉพาะสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งถือเป็นอู่ข้าวที่สำคัญของเวียดนาม นับตั้งแต่ต้นปี 2554 จนถึงในขณะนี้ส่งออกข้าวประมาณ 5.8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2554 ผลผลิตข้าวเวียดนามจะอยู่ที่ 22.8 ล้านตัน มากกว่าปริมาณข้าวในปี 2553 เกือบ 1.3 ล้านตัน
ที่มา : Xinhua News ( 24 พฤศจิกายน 2554 )
เอเชียเป็นตลาดข้าวที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คิดเป็น 64 % ของการส่งออกข้าวทั้งหมด รองลงมาคือ แอฟริกา 25 % และ อเมริกา 7 %
นับเฉพาะสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งถือเป็นอู่ข้าวที่สำคัญของเวียดนาม นับตั้งแต่ต้นปี 2554 จนถึงในขณะนี้ส่งออกข้าวประมาณ 5.8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2554 ผลผลิตข้าวเวียดนามจะอยู่ที่ 22.8 ล้านตัน มากกว่าปริมาณข้าวในปี 2553 เกือบ 1.3 ล้านตัน
ที่มา : Xinhua News ( 24 พฤศจิกายน 2554 )
มะกันเตือนไม่ให้บริโภคซอสแกงกุรุหม่าเมืองผู้ดี
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนสหรัฐฯ ไม่ให้บริโภคซอสแกงคุรุหม่า (Korma) บรรจุขวด ยี่ห้อ Loyd Grossman ซึ่งนำเข้าจากสหราชอาณาจักร ซึ่งผู้บริโภคสหรัฐฯ อาจสั่งซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต โดยก่อนหน้านี้มีการล้มป่วยด้วยโรค Botulism จากซอสดังกล่าวอย่างน้อย 2 รายในสก็อตแลนด์ อย่างไรก็ตาม ตามรายงานข่าวของ BBC ระบุว่ามีเด็ก 3 รายในสก็อตแลนด์ที่ล้มป่วยหลังบริโภคซอสดังกล่าว ซึ่งคาดว่าเป็นอาการอาหารเป็นพิษด้วยโรค Botulism โดยทางบริษัท Premier Foods ซึ่งเป็นผู้ผลิตในสหราชอาณาจักรได้เรียกคืน Loyd Grossman Korma Sauce ในขวดขนาด 350 มิลลิลิตร เลขล็อตการผลิตที่ 1218R และระบุวันจำหน่ายถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 แล้ว
ขณะนี้ยังไม่มีผู้ล้มป่วยจากการบริโภคซอสดังกล่าวในสหรัฐฯ
ที่มา : Food Safety News ( 24 พฤศจิกายน 2554
ขณะนี้ยังไม่มีผู้ล้มป่วยจากการบริโภคซอสดังกล่าวในสหรัฐฯ
ที่มา : Food Safety News ( 24 พฤศจิกายน 2554
ปริมาณสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ และอาหารแปรรูปของอิตาลี
องค์กรภาคประชาสังคมด้านปกป้องสิ่งแวดล้อม (Legambiente) ได้เผยแพร่ผลการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขของอิตาลีในปี 2553 เพื่อควบคุมสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป เช่น ไวน์ มะกอก น้ำผึ้ง และพาสต้า เป็นต้น พบว่า 0.6 % ของตัวอย่างที่สำรวจและวิเคราะห์ทั้งหมด 8,078 ตัวอย่าง มีสารพิษตกค้างที่เกินกว่าค่า MRLs ลดลง 60 % เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่พบสารพิษตกค้างในตัวอย่าง 1.5 % อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พบว่า 18.5 % ของตัวอย่าง 1,491 ตัวอย่างที่มีสารพิษตกค้างแต่ไม่เกินค่า MRLs นั้น เป็นตัวอย่างที่มีสารพิษตกค้างปะปนอยู่มากกว่าหนึ่งชนิด (MPRs) ซึ่งสูงกว่าในปี 2552 ที่พบ 15.7 % นอกจากนี้ จากตัวอย่างผลไ! ม้ที่ตรวจวิเคราะห์ 2,962 ตัวอย่าง พบว่ามีตัวอย่างที่มีสารพิษตกค้างมากกว่าหนึ่งชนิด (MPRs) ถึง 33.3 % ขณะที่พบตัวอย่างที่มีสารพิษตกค้างชนิดเดียวเพียง 23.2 % ของตัวอย่างผลไม้ที่ตรวจวิเคราะห์ทั้งหมด
ที่มา : สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (23/11/54)
ที่มา : สำนักการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (23/11/54)
การปลูกพืชที่มีรากยาวขึ้นเพื่อต่อสู้กับโลกร้อน
การปลูกพืชที่มีรากยาวขึ้น เป็นหนึ่งในนวัตกรรมของภาคเกษตรที่มีขึ้นเพื่อต่อสู้กับความท้าทายต่างๆ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อพูดถึงการต่อสู้กับโลกร้อน มาตรการเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของดินเป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมา กิจกรรมดังกล่าวมักทำกันในรูปของการลดหรือไม่ไถพรวนดิน การปลูกพืชหมุนเวียนและพืชคลุมดิน เกษตรอินทรีย์ การปลูกป่า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ Douglas K! ell ได้ชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ที่แตกต่างออกไปว่าการปรับปรุงสายพันธุ์พืชใหม่ให้มีรากยาวเพิ่มขึ้น 2 เมตร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนของดิน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมาสะสมในรากได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชอย่างยั่งยืน (sustainable yield) เนื่องจากพืชสามารถกักเก็บน้ำและสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานขึ้น จึงทำให้พืชสามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง สภาพน้ำท่วม หรือความท้าทายอื่นๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้นด้วย
การคำนวณของศาสตราจารย์ Kell แสดงให้เห็นว่าหากการสะสมของคาร์บอนในดินที่ลึกลงไป 2 เมตร เพิ่มขึ้นเพียง 2% ก็จะช่วยให้มีคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินเพิ่มขึ้นถึง 100 ตันคาร์บอน/เฮกตาร์โดยคาร์บอนนั้นถูกกักเก็บไว้ในดินนานอย่างน้อยที่สุด 2 ปี
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ (23/11/54)
อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยของศาสตราจารย์ Douglas K! ell ได้ชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ที่แตกต่างออกไปว่าการปรับปรุงสายพันธุ์พืชใหม่ให้มีรากยาวเพิ่มขึ้น 2 เมตร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนของดิน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมาสะสมในรากได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชอย่างยั่งยืน (sustainable yield) เนื่องจากพืชสามารถกักเก็บน้ำและสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานขึ้น จึงทำให้พืชสามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง สภาพน้ำท่วม หรือความท้าทายอื่นๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้นด้วย
การคำนวณของศาสตราจารย์ Kell แสดงให้เห็นว่าหากการสะสมของคาร์บอนในดินที่ลึกลงไป 2 เมตร เพิ่มขึ้นเพียง 2% ก็จะช่วยให้มีคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินเพิ่มขึ้นถึง 100 ตันคาร์บอน/เฮกตาร์โดยคาร์บอนนั้นถูกกักเก็บไว้ในดินนานอย่างน้อยที่สุด 2 ปี
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ (23/11/54)
22 November 2011
10 อันดับอาหารทะเลได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 สถาบันประมงแห่งชาติสหรัฐฯ (National Fisheries Institute; NFI) ประกาศ 10 อันดับผลิตภัณฑ์สินค้าประมงและอาหารทะเลที่ได้ความนิยมสูงสุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2553 มีดังต่อไปนี้
อันดับอาหารทะเลปี 2553ปอนด์ต่อหัวอาหารทะเลปี 2552ปอนด์ต่อหัว
1.กุ้ง4.0กุ้ง4.1
2.ทูน่ากระป๋อง2.7ทูน่ากระป๋อง2.5
&n! bsp; 3.แซลมอน1.999แซลมอน2.04
4.ปลานิล (Tilapia)1.450ปลาอะลาสก้า พอลล็อค1.454
5.ปลาอะลาสก้า พอลล็อค1.192ปลานิล (Tilapia)1.208
6.ปลาดุก (Catfish)0.8ปลาดุก (Catfish)0.849
7.ปู0.573ปู0.594
8.ปลาค็อด0.463ปลาค็อด0.419
9.ปลาสวาย (Pangasius)0.405หอย0.375
! 10.หอย0.341ปลาสวาย (Panga! sius)0.3 56
จากการจัดอันดับดังกล่าวพบว่า ในปี 2554 ประชากรอเมริกันมีดัชนีบริโภคผลิตภัณฑ์สินค้าประมงและอาหารทะเลที่ 16.8 ปอนด์ต่อหัว ลดลงจากปี 2551 และ 2552 ซึ่งมีดัชนีบริโภคอยู่ที่ 16 ปอนด์ต่อหัว จากตัวเลขปี 2550 ถึงปี 2553 โดยดัชนีบริโภคผลิตภัณฑ์สินค้าประมงและอาหารทะเลมีแนวโน้มคงตัวตามอัตราเติบโตของประชากร
ที่มา : สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.(22/11/54)
Subscribe to:
Comments (Atom)