Pages

27 October 2010

การดูแลสุนัขใกล้คลอด



1) จัดบ้านต้อนรับสมาชิกตัวน้อย

การตั้งท้องของสุนัขจะใช้เวลาประมาณ 61-63 วัน ก่อนคลอคต้องเตรียมพื้นที่คลอดให้แม่สุนัขคุ้นเคยเสียก่อน สถานที่ต้องเป็นที่ที่อบอุ่น แห้ง สะอาด สงบเงียบ ปลอดภัย ต้องไม่มีลมโกรก อากาศถ่ายเทได้ดี มีผ้าขนหนูปูพื้นไว้ และอาจกั้นเป็นคอกเตี้ยๆไว้ไม่ให้ลูกสุนัขที่อาจคลานหนีไปจากแม่

2) เตรียมตัวแม่สุนัข

เมื่อถึงเวลาใกล้คลอด แม่สุนัขจะมีอาการกระวนกระวาย คุ้ยเขี่ยที่นอน ถ้าบีบหัวนมจะมีน้ำนมไหลออกมาและบางครั้งจะไม่กินข้าวเป็นเวลา 1-2 วันก่อนคลอด ตรงนี้ไม่ต้องกังวล พอคลอดแล้วกีจะกินอาหารเป็นปกติ ควรตัดขนบริเวณรอบช่องคลอด และบริเวณรอบเต้านมให้สั้นลง

3) เมื่อถึงเวลาคลอด

เตรียมน้ำยาฆ่าเชื้อ ลูกยางดูดน้ำคร่ำ ด้ายสำหรับมัดสายสะดือ กรรไกร ผ้าเช็ดตัว โคมไฟไว้ให้พร้อม เมื่อเริ่มเบ่ง แม่สุนัขจะหายใจถี่หอบ กระสับกระส่าย ไม่นานถุงน้ำคร่ำก็จะแตก (น้ำคร่ำจะมีสีเขียวคล้ำ) แล้วแม่สุนัขก็จะเบ่งลูกออกมา จากนั้นแม่สุนัขก็จะเลียน้ำคร่ำและเยื่อหุ้มตัวออก แล้วกัดสายสะดือลูกและกินรกที่ออกมา สิ่งเหล่านี้เป็นสัญชาตญาณของเค้า ต่อมาแม่สุนัขจะเริ่มเลียลูกสุนัขเพื่อกระตุ้นการหายใจและให้ความอบอุ่น และจะพักประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงฟร้อมจะเบ่งอีก
4)การช่วยเหลือขณะคลอด

ช่วงนี้หากแม่สุนัขไม่ทำอะไรเลยหลังคลอด เจ้าของก็ต้องรีบเอาลูกสุนัขมาฉีกเยื่อหุ้มตัวออกให้หมด และอาจใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำหรือเมือกออกจากรูจมูกและในช่องปากออกเพื่ีอทำให้ทางเดินหายใจโล่ง ลูกสุนัขก็จะหายใจได้สะดวกขึ้น จากนั้นใช้ด้ายที่แช่น้ำยาฆ่าเชื้อไว้มัดสายสะดือให้ห่างจากขอบสะดือประมาณครึ่งนิ้ว แล้วตัดสายสะดือส่วนที่เหนือปมด้ายออก ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแต้มเช็ดบริเวณปลายสายสะดือที่ถูกตัดออกไป แล้วเช็ดตัวลูกสุนัขเบาๆเพื่อเป็นการกระตุ้นการหายใจเหมือนกับแม่สุนัขกำลังเลียลูก อาจจับลูกสุนัขมาดูดนมโดยการอ้าปากลูกสุนัขเบาๆจับหัวนมใส่ปากแล้วคลึงเต้านมให้น้ำนมไหลออกมา

5) กรณีต้องพาไปพบสัตวแพทย์

กรณีต้องพาไปพบสัตวแพทย์ก็คือ ถุงน้ำคร่ำแตกแต่ไม่คลอดภายใน 2 ชั่วโมง คลอดตัวแรกแล้วไม่คลอดตัวถัดมาภายใน 4-6 ชั่วโมง แม่สุนัขเบ่งเกิน 6 ชั่วโมงแล้วลูกสุนัขก็ไม่ออกเสียที หรือแม่สุนัขมีอาการผิดปกติเช่น ซึม อาเจียรเป็นต้น สาเหตุส่วนใหญ่คือ มดลูกล้า คลอดผิดท่า ตัวลูกมีขนาดใหญ่เกินไปหรือเชิงกรานแคบ การแก้ไขก็ขึ้นกับการคลอดลูกยาก และหากแก้ไขไม่ทันก็อาจเป็นอันตรายต่อแม่และลูก

6) หลังคลอด

เมื่อคลอดครบทุกตัวแล้วโดยดูจากจำนวนลูกเท่ากับจำนวนรกก็ทำความสะอาดพื้นไม่ให้เปียกชื้น ให้ความอบอุ่นเพิ่มเติมโดยการใช้โคมไฟช่วย ช่วง 3 วันหลังคลอดในน้ำนมแม่สุนัขจะมีภูมิคุ้มกันโรค ช่วงนี้น้ำนมจะมีสีเหลืองข้นเรียกว่านมน้ำเหลือง ซึ่งจะมีประโยชน์มากที่สุด ควรจับลูกสุนัขให้ดูดนมทุกตัว ตัวไหนไม่แข็งแรงให้จับมาดูดให้อิ่มก่อน ให้กระตุ้นการดูดนมโดยบีบเต้านมให้ไหลออกมาก่อน แล้วค่อยจับลูกอ้าปากให้หัดดูด

7) ต้องเช็คน้ำนมอยู่เสมอว่ามีเพียงพอหรือไม่

โดยปกติลูกสุนัขจะดูดนมแม่เกือบตลอดเวลา พออิ่มก็จะนอนหลับ ไม่ว่ามีหรือไม่มีน้ำนมลูกสุนัขก็ยังดูดอยู่ต่อไปทำให้เจ้าของคิดว่าแม่สุนัขยังมีน้ำนมอยู่ ทั้งที่อาจไม่มีน้ำนมแล้วก็ได้ ช่วงนี้ต้องคอยตรวจดูนมแม่ว่ามีเพียงพอไหม ดังนั้นต้องสังเกตุว่าลูกสุนัขร้องมากกว่าปกติหรือไม่ และคอยสังเกตุอัตราการเจริญเติบโตของลูกสุนัขทุกตัวโดยจับชั่งน้ำหนักบ้าง กรณีมีหลายตัวคล้ายกันก็อาจทำเครื่องหมายใช้เชือกสีผูกเพื่อดูว่าตัวไหนกินนมแล้ว จะได้จับแยกได้ถูกต้อง ถ้านมแม่น้อยไม่เพียงพออาจจะต้องป้อนนมเสริม

8) การป้อนนมเสริม

ลูกสุนัขบางตัวโชคร้ายแม่ตายขณะคลอดหรือแม่ไม่ยอมเลี้ยงลูก หน้าที่การดูแลจึงต้องตกเป็นของเจ้าของ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเจ้าของมือใหม่ การเลือกนมก็เลือกนมยี่ห้อที่มีคุณภาพดีสำหรับเด็กทารก ไม่ใช้นมวัวเพราะลูกสุนัขย่อยนมวัวได้น้อยมาก ทำให้เกิดปัญหาท้องเสีย ท้องอืดได้ง่ายมีโอกาศตายสูง การป้อนนมต้องป้อนทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่ออิ่มนมแล้วต้องใช้สำลีชุบน้ำอุ่นกระตุ้นโดยเช็ดเบาๆที่ทวารหนักและอวัยวะเพศเพืิ่อช่วยให้มีการขับถ่ายและเพื่อป้องกันท้องอืด

และที่สำคัญอย่าจับเล่นบ่อยเกินไปเพราะเป็นการรบกวนการเลี้ยงลูกของแม่และลูกอาจติดเชื้อโรคได้ง่าย

23 October 2010

เดินหน้าพัฒนาสหกรณ์โคนม ดีใจกับเกษตรด้วยนะครับ รัฐบาลให้การสนับสนุน


รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำนมดิบที่ผลิตได้ในประเทศ ผลจากการนำเข้านมผงดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาการนำนมผงมาใช้แทนที่น้ำนมดิบในประเทศ


ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยง โคนมของไทยจำเป็นต้องมีการปรับระบบการเลี้ยงโคนมใหม่ โดยให้มีต้นทุนลดลงและมีประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยและสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อดำเนินการในโครงการดังกล่าว โดยการคัดเลือกสหกรณ์เพื่อเข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน 20สหกรณ์และคัดเลือกทีมที่ปรึกษาของแต่ละสหกรณ์ โดยดำเนินการเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มพร้อมดูแลสุขภาพโคนมของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินการในโครงการนี้ได้มีการจัดอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งผลการประเมินจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าเกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจในคำแนะนำและการจัดอบรมของทีมที่ปรึกษาในระดับค่อนข้างมาก และมีการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มทุกราย ส่งผลให้สามารถดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยงได้ดียิ่งขึ้น

โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบในฟาร์มของเกษตรกร ซึ่งสามารถดำเนินการเกินเป้าหมายได้ร้อยละ 10 การลดช่วงห่างการให้ลูก เกษตรกรดำเนินการได้เกินเป้าหมายร้อยละ 30 การปรับสัดส่วนแม่โคต่อฝูงโคนม เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงโคนมโดยเกษตรกรสามารถดำเนินการได้เกินเป้าหมายถึงร้อยละ 60และการเพิ่มคุณภาพน้ำนม ดิบในฟาร์มของเกษตรกร พบว่าส่วนใหญ่เกษตรกรสามารถดำเนินการ ได้เกินเป้าหมายที่กำหนดเช่นเดียวกัน

จากผลสำเร็จของการดำเนินโครงการดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของประเทศไทย มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนในการเลี้ยงโคนม รวมทั้งเพิ่มโอกาส ในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรให้มีการสนับสนุนเพื่อการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและขยายผลต่อไปในอนาคตอีกด้วย

และล่าสุด นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพบกับผู้แทนจากชุมนุมสหกรณ์ โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันก่อนว่าได้มีการพูดคุยกันหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาการเลี้ยงโคนม ที่สำคัญทางชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย มีความพอใจต่อมาตรการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำนมดิบ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่7กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ที่เห็นชอบให้มีการปรับเพิ่มราคารับซื้อน้ำนมดิบ เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 0.50 บาท จากเดิมราคา 16.50 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มเป็น17.00บาทต่อกิโลกรัม โดยคำนวณจากต้นทุนการผลิตเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2553 ทั้งประเทศ ซึ่งอยู่ที่13.2บาทต่อกิโลกรัม บวกกำไรเบื้องต้นของเกษตรกรและค่าบริหารจัดการศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ ที่ต้องประสบกับภาวะต้นทุนปัจจัยการผลิตและอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวของการเลี้ยงโคนมทั้งระบบ ซึ่งในบางส่วนมีความสอดคล้องกับความ คิดเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม อาทิ การจัดให้มีหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ ข้อร้องเรียนและแก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม การทบทวนต้นทุนการเลี้ยงโคนมและราคารับซื้อน้ำนมดิบอย่างน้อยทุก 6 เดือน

นอกจากนี้ ทางชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ยังได้เสนอแนวทางต่าง ๆ เพื่อพัฒนาโคนมตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมโดยการปรับขนาดฝูงโครีดนมหรือโครงการโคทดแทน รวมทั้งการผลักดันให้มีโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบของเกษตรกรเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงงานแปรรูปจากต่างชาติ เป็นต้น

ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับข้อเสนอดังกล่าวไว้พิจารณาความเป็นไปได้และศึกษาปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ รวมถึงการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ หาแนวทางเพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในด้านคุณภาพมาตรฐานน้ำนมดิบ และการลดต้นทุนการผลิตให้เป็นรูปธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรีควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้วงการโคนมของไทยได้พัฒนาต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพอันจะลดการนำเข้านมผงจากต่างประเทศตามเป้าหมายที่วางไว้.



ที่มา : นสพ.เดลินิวส์ หน้า 10

16 October 2010

15 กลุ่มสินค้าสำลักพิษบาทแข็ง


ผมไปอ่านบทความนี้มาก็เลยอยากให้ผู้ที่ส่งออกของทั้ง 15 ประเภทนี้ต้องกระทบแน่เลยนำมาแบ่งบันให้เพือ่นๆได้อ่านกันครับ อีกทั้งคิดว่าเมื่อได้ที่เงินบาทแข็งตัว ต้องกระทบต่อการส่งออกครับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวงการปศุสัตว์

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการส่งออกได้มีการประเมินปัญหาของผู้ส่งออกไทยเป็นรายสินค้าจากปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทในเบื้องต้น พบว่ามีสูงถึง 15 อุตสาหกรรม ซึ่งทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลง โดยสินค้าส่งออกไทยมีราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่ง และกำลังมีปัญหาที่ผู้ซื้อในต่างประเทศหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่แข่งมากขึ้น โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เชื่อว่าจะกระทบต่อการส่งออกในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้แน่
ทั้งนี้ 15 อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า มีดังนี้
1. อุตสาหกรรมเครื่องหนัง
2. อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
3. อุตสาหกรรมยานยนต์
4. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
5. อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป ได้รับผลกระทบมาก ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ และการซื้อเงินต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) ไม่สามารถทำได้ทุกราย โดยเฉพาะ SMEs อาจจะมีการทยอยปิดโรงงานในเร็วๆ นี้
6. กลุ่มสมุนไพร แจ้งว่าโค้ดราคาได้ลำบาก เพราะส่วนใหญ่คำสั่งซื้อรับล่วงหน้า 6-10 เดือน มีการปรับราคาได้ยาก มีปัญหาการขาดทุน
7. กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม
8. สินค้าเกษตร และสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น แป้งมัน เดิมมีการรับซื้ออยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 4 บาท เหลือ 2.50 บาท ส่วนแห อวน การส่งออกได้รับผลกระทบ
9. อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก
10. อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์
11. อุตสาหกรรมไก่สดแช่แข็ง มีมูลค่าตลาดประมาณ 200,000 ล้านบาท เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 80% ใช้วัตถุดิบในประเทศค่อนข้างสูง จึงได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง ประกอบกับการรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าจะรับ 6 เดือน ซึ่งขณะนั้น คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาท
12. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
13. อุตสาหกรรมน้ำตาล ผลผลิต 75% ส่งออก อัตราส่วนแบ่งผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่กับผู้ประกอบการในอัตราส่วน 70:30 ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาอ้อยที่จะเริ่มเปิดหีบในเดือนพฤศจิกายนนี้
14. อุตสาหกรรมเซรามิค
15. อุตสาหกรรมยาง ได้รับผลกระทบ เพราะผลผลิตส่วนใหญ่เพื่อการส่งออก แต่ยังโชคดีที่ในช่วงที่ผ่านมา ราคาค่อนข้างสูง ทำให้แม้เงินบาทแข็งค่าแต่ก็ยังมีกำไรอยู่ ขณะที่คู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ก็ประสบปัญหาค่าเงินแข็งค่าเหมือนกัน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

09 October 2010

เทศกาลกินเจ




ปีนี้ตรงกับวันที่ 7-17 ตุลาคม 2553
ประเพณีกินเจก็คือประเพณีกินผัก หรือที่เรียกว่า มังสวิรัติ ซึ่งเป็นประเพณีเก่าของ ชาวจีน ที่ถึงจะย้ายถิ่น ฐานไปอยู่ในประเทศใด ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติตามประเพณีนี้อยู่ สำหรับ ประเทศไทยที่มีชาวจีนมาตั้งรกรากอยู่จำนวนไม่น้อย ปัจจุบันกลายเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ก็ยังยึดถือประเพณีกินเจเช่นกัน ประเพณีกินเจในประเทศไทยที่ผู้คนรู้จักกันดีก็คือ ที่จังหวัดภูเก็ต ที่เกิดขึ้นมากกว่าร้อยปีแล้ว โดยแพร่หลาย มาจากคณะงิ้วประเทศจีนที่มาแสดงให้ชาวจีนในภูเก็ตดู การกินเจในปัจจุบันมิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อจะป้องกัน ภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์และเป็นการเคารพถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป

แล้ว .........ในช่วงเทศกาลกินเจมีข้อห้ามที่ยึดถือปฏิบัติกันมานานอยู่หลายข้อ เชื่อกันว่าถ้าปฏิบัติได้ครบทุกข้อจึงจะเข้า ถึงการกินเจที่ถูกต้องและ ได้บุญอย่างแท้จริง จึงขอยกข้อห้ามทั้ง 10 ข้อในเทศกาลกินเจมาเล่าให้ฟังกัน จะว่าเป็น การไขข้อข้องใจกันก็ได้ เพราะเชื่อว่าบางข้อยัง เป็นที่สงสัยกันอยู่ เริ่มที่

ข้อแรก การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรง ซึ่งประกอบไปด้วยพืชผัก 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง,หอมขาว,หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (ลักษณะคล้าย หัวกระเทียม แต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่,ยาเส้น,ของเสพติดมึนเมา) ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง นอกจากนี้ยัง ให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลัก สำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน พราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่างกายรวมตัวไม่ติด จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ซึ่งในข้อห้ามนี้มีบางคนยังข้องใจกันมาก คือ กระเทียมซึ่งทางการแพทย์และเภสัชกรพบว่า สามารถรับประทานเป็นยาได้ ทั้งนี้เพราะเป็นสารที่มีประโยชน์สามารถละลายไขมันในเส้นเลือดได้ เช่น ผู้ป่วยที่ เป็นโรคเส้นโลหิตเลี้ยงหัวใจตีบหรืออุดตัน เป็นต้น แม้ทางการแพทย์แผนโบราณก็ยืนยันตรงกันว่ากระเทียมเป็น สมุนไพรรักษาโรคได้ แต่คนจีนที่ปฏิบัติในการกินเจถือว่าให้โทณกับหัวใจ ซึ่งในข้อนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อของ แต่ละคน

ข้อที่สอง การงดกินเนื้อสัตว์ ซึ่งประกอบไปด้วย เนื้อวัว หมู ปลา หรือสัตว์มีชีวิตที่ใช้เป็น อาหารได้ เพราะ คนจีนเชื่อว่าก่อนตายมันจะตกอยู่ในอาหารตกใจกลัวเมื่อเรากินมันเข้าไป อาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย เพราะมันคือสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกับคน ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่มาถึงปัจจุบัน ..........บางคนเริ่มหาข้อคัดค้านว่าสัตว์บางชนิดอย่าง หอยหรือปลาเล็กๆ ก็น่าจะรับประทานได้เพราะมันเป็นสัตว์ไม่มีเลือด ตามความเชื่อแล้วมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ถ้าในความเป็นจริงแล้ว คนจีนเขาเชื่อว่าประเพณีนี้ศักดิ์สิทธิ์ถ้าปฏิบัติ ให่เคร่งครัด ถึงจะมีคนคัดค้านแต่กับข้อนี้คงไม่ได้ผล

ข้อที่สาม ไม่ควรกินอาหารรสจัด ซึ่งไม่ใช่แค่รสเผ็ดอย่างเดียว รวมไปถึงรสเค็มมาก หวานมากหรือเปรี้ยวมาก ด้วย ซึ่งปกติคนจีนจะไม่กินรสจัดอยู่แล้วเพราะถือว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพ อย่างกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลาย กระเพาะ กินเค็มมากจะไปทำลายไตได้ และอีกอย่างน้ำปลาก็ทำมาจากสัตว์เหมือนกัน ข้อห้ามนี้ถือว่าถูกหลักของ การแพทย์ แต่บางคนที่ปฏิบัติไม่เคร่งครัดนัก เช่น ชอบรสเค็มจัดก็ใช้เกลือแทนน้ำปลา อันนี้ถือว่าไม่ผิด

ข้อที่สี่ ต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันปรุง ซึ่งข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์จริงๆ แต่ถ้าทำให้เกิดความยาก ลำบากก็ไม่จำเป็น จะได้ไม่ต้องเลือกร้านกันจ้าละหวั่น ฉะนั้นคนที่ปรุงอาจจะไม่ได้กินเจก็ได้แต่ขอให้อาหารที่กินเข้า ไปเป็นอาหารเจก็พอ

ข้อที่ห้า ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน เพราะเขาถือเคร่งครัดว่าอาหารคาวซึ่งชาวจีนเรียกว่า " ชอ " นั้น ถ้วยชาม จะใช้ปนกันไม่ได้ จะถือว่าล้างสะอาดหมดจดแล้วจึงเอามาใช้ก็ผิดอีก บางคนคิดว่าล้างให้สะอาดมากๆ ก็ไม่จำเป็น ต้องแยก แต่ข้อนี้ถือว่าเป็นธรรมเนียมเหมือนอย่างอิสลามที่ไม่ยอม ใช้ถ้วยชามปนกัน เหมือนของจีนนั่นแหละ

ข้อที่หก ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ข้อนี้ตรงกับการรักษาศีลของชาวพุทธ การฆ่าสัตว์ของชาวจีนตั้งแต่สัตว์เล็กๆ ไป จนถึงสัตว์ใหญ่เป็นข้อเคร่งครัดเช่นกัน บางคนสงสัยอีกว่าอย่างถ้าเป็นยุงหรือมดฆ่าได้ไหมตามความเชื่อแล้วห้าม เด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะถือว่า ปฏิบัติไม่ครบ

ข้อที่เจ็ด แต่งกายด้วยชุดขาว ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนก็ใส่ชุดสีขาวตลอดจนถึงออกเจเพราะเชื่อกัน ว่านอกจากงดอาหาร ต่างๆ ในร่างกายสะอาดแล้วภายนอกแม่จะเป็นเครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาดด้วย ข้อนี้ไม่ใคร่ เข้มงวดสำหรับบุคคลที่ปฏิบัติอยู่กับบ้าน ไม่ได้ไปที่แจตั๊วหรือสถานที่ทำพิธีกินเจ

ข้อที่แปด พูดจาไพเราะ คนที่ถือศีลกินเจไม่ใช่เพียงแต่กินของสะอาดเท่านั้น แต่คำพูดที่พูดออก จากปากก็ต้อง สะอาดด้วย สิ่งไม่ดีทั้งหลายไมควรพูดหรือที่เรียกว่า " ปากเจ " ซึ่งประกอบไปด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่พูด เพ้อเจ้อ ถ้าปฏิบัติได้ก็ถือว่าสะอาดทั้งหมด

ข้อที่เก้า งดดื่มสุราและของมึนเมา ตลอดช่วงเวลา 9 วัน ..........ข้อนี้สำคัญเพราะการงดอาหารที่เป็นของคาวแล้วสิ่ง ที่สร้างความมึนเมาหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกายก็ห้ามเข้าสู่ร่างกายด้วย

ข้อที่สิบ ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง คนที่จะไปกินเจมักจะไปชุมนุมกันที่แจตั๊วหรือสถานที่กินเจ ณ ที่นั้น เขาจะประดับดอกไม้ตั้งโต๊ะบูชา วางกระถางธูปและตั้งเครื่องเจ ต่างๆ นอกจากนี้ ก็จุดโคม 9 ดวงเพื่อสมมติเป็น " เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว " นั่นเอง ซึ่งจะต้องจุดไว้ทั้งกลางวันและ กลางคืนจนตลอดงานทีเดียว ถ้าดับโคมไฟดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะถือว่าไม่เป็นสิริมงคลและไม่ครบถ้วนพิธีการกินเจ…

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อห้ามในการกินเจใครจะ ปฏิบัติตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของตัวเอง ประเพณีกินเจโดยทั่วไปแล้วมิได้ทำกันตลอดทั้งปี แต่จะเริ่มกินในช่วงวันขึ้น 1 ค่ำ จนถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งตก ในเดือน 11 ข้างไทยเป็นวันกินเจ ซึ่งจะสับเปลี่ยนเวียนไปตามปีนั้นๆ ใครที่ไม่ได้เป็นลูกหลานชาวจีนถ้าต้องการจะ มีร่างกายและจิตใจ ที่บริสุทธิ์และได้ทำบุญกุศลอาจจะอยากเข้าร่วมพิธีนี้ด้วยก็ได้ เป็นการดีเสียอีกที่ปีหนึ่งคนเรา หันมาทำบุญร่วมกัน